ปัง ๆ ปัง

เสียงกระสุนดังลั่นกลางเมืองดัลลลัส ที่ ดีลลีย์ พลาซ่า เที่ยงวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี 1963

มันเป็นกระสุนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ มันเป็นกระสุนพลิกโลก!

กระสุนได้วิ่งเข้าเจาะร่างของชายคนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็น ประธานาธิบดีผู้ที่สร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงของอเมริกาทั้ง สงครามเย็น โครงการปล่อยจรวดขึ้นสู่ดวงจันทร์ การใช้นโยบายการต่อต้านแบ่งแยกสีผิว และการเมืองนอกประเทศอย่างคิวบา

เขาตายต่อหน้าภรรยาที่เขารัก และต่อหน้าชาวอเมริกันนับล้านคน

เขาคือ จอห์น เอฟ เคนเนดี

ภายในเวลาไม่นานตำรวจเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมผู้ลอบสังหาร ประธานธิบดีได้ทันควันท่ามกลางความสงสัยของหลาย ๆ ฝ่ายว่าเป็นการจัดฉาก

ผู้ต้องสงสัยนามเขาคือ ลี ฮาร์วีย์ ออสสวาล์

แต่ต่อมาไม่นาน เขาถูกฆ่า โดยชายคนหนึ่ง ท่ามกลางอารักขาของเจ้าหน้าที่แน่นหนาอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ

 และต่อมา ชายคนนั้น ก็ฆ่าตัวตายปริศนาในคุก

 ทิ้งปริศนาที่ว่า ความจริงของคดีนี้คืออะไรกันแน่!



รู้จักกับเขา จอห์น เอฟ เคนนาดี



ตระกูลเคนเนดี้เดิมที่เป็นเชื้อสายไอริชแคธอลิก โจเซฟ แพทริก เคนเนดี เป็นผู้นำครอบครัวนี้อพยพย้ายมาอยู่สหรัฐ และสร้างฐานะปึกแผ่นจนเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา  ซึ่ง ภายหลังเขาได้รับแต่งตั้งเป็น คหบดีใหญ่ และเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำอังกฤษ

แต่ความร่ำรวยและอำนาจนั้นแลกมาด้วยคำสาป แช่ง

เพราะบริเวณที่ตั้งรบรากของครอบครัวเคนเน ดีดันไปทับการแหล่งหากินของพวกอินเดียแดง พวกเขาไม่พอใจกับการกระทำของพวกเคนเนดีในครั้งนี้  พวก เขาจึงได้กล่าวคำสาปแช่งที่น่ากลัวต่อตระกูลเคนเนดีว่า

"ข้าขอสาปแช่งตระกูลแก ตระกูลแกจะไม่มีวันสงบสุข ครอบครัวของแกจะต้องตายก่อนอายุขัย แม้แต่ทรัพย์สินและอำนาจของแก ไม่มีวันช่วยพวกแกได้ ตราบชั่วลูก ชั่วหลาน"

 ดูเหมือนว่าคำสาปของอินเดียแดงจะ ส่งผลดั่งคาด เพราะในเวลาต่อมาเกิดการตายปริศนาขึ้นกับตระกูล คือ จอห์น เอฟ เคนเนดีและ โรเบิร์ต เอฟ เคนนาดีน้องชาย ทั้งสองตายเพราะกระสุนปืน  และล่าสุดลูกชาย จอห์น เคนเนดี จูเนียร์ ก็ตายเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตกเช่นกัน

 แต่โจไม่เชื่อคำสาปนั้น เขาตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ พร้อมกลับวางรากฐานการสร้างผู้นำของสหรัฐในวันข้างหน้าด้วย

 และแล้ว จอห์น เอฟ เคนนาดี ก็ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 1917 ที่เมืองบรู๊คลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็น ลูกคนที่ 2 ในจำนวน 9 คนของครอบครัว

โจเลี้ยงดูบุตรคนนี้เพื่อหวังให้เขาเป็นประธานาธิบดีผู้นำสูงสุด ของประเทศอเมริกา

จอห์น เอฟ เคนเนดี ในวัยหนุ่มรุ่นกระทงนั้น เป็นคนรูปหล่อ เชื่อมั่นในตัวเองสูง มีวาทะที่มีคารมคมคาย  ใคร ๆเห็นก็อยากคบหาสมาคมด้วย  และเหมาะต่อการเป็นผู้นำ อย่างยิ่ง

 ต่อมาเคนเนดีก็เรียนที่โรงเรียนมัธยมในคอน เนตทิคัต แล้วเรียนต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้า หน่วยนาวิกโยธิน รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมช่วยเพื่อนทหารให้รอดชีวิตจากเหตุเรืออับปางด้วย ข้าศึกโจมตี เขาว่ายน้ำพยุงร่างเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บไปโดยไม่ทอดทิ้ง
เมื่อกลับบ้านเกิดบิดาโจ ได้สนับสนุนให้เขาลงสนามการเมืองได้วุฒิสมาชิกรัฐบ้านเกิด จากนั้นเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ค.ศ.1960

 ค.ศ.1961 เคนเนดีได้รับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดยมีแจ๊คเกอลินภรรยาสาวแสนสวยอยู่เคียงข้าง และเริ่มบริหารประเทศด้วยพลังหนุ่ม ในคติมองโลกในแง่ดี  ถึงแม้ว่า โลกในช่วงทศวรรษ 60 นั้น โลกกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด สงครามเย็นจากโซเวียตที่มีท่าทีจะก่อสงครามเพื่อเผยแพร่คอมมิวนิสต์

 นั้นคือเคนเนดีต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติที่ สุดของโลก!

 คู่ปรับคนสำคัญของเคนเนดีคือ นิกิตา ครุสเชฟ นายกรัฐมนตรีโซเวียต ที่อยู่เบื้องหลังฆ่าคนมากมายในสมัยสตาลินเรืองอำนาจ เขามีบุคลิกโผงผ่าง หยาบช้า ทำอะไรไม่แคสายตาคนรอบข้างเช่นถอดร้องเท้าทุบโต๊ะ สร้างความตื่นตะลึงแก่โลกหลายครั้ง จนกระทั้งการคิดก่อสงครามต่อสหรัฐ

 30 ตุลาคม 1961  โซเวียตทดลองระเบิดปรมาณูขนาด 50 เมกะตัน ที่มีอนุภาพการทำลายล้างสูงกว่าระเบิดทั้งหมดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งฮิโรชิมากับนางาซากิถึงสิบเท่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจรวดขีปนาวุธ นิวเคลียร์ชี้เป้าหมายมาที่อเมริกา

 ขีปนาวุธนี้ สามารถปฏิบัติได้ภายในสองสัปดาห์!

 แบบนี้มีหรือที่เคนเนดี จะปล่อยให้มีดมาจ่อคอหอยตรงหน้าหรือ

 เคนเนดีจึงได้เรียกนายพลลูเซี่ยส เคลย์ มาปรึกษาทันที และคำแนะนำของนายพลและกองทัพสหรัฐคือ

 "บุกคิวบา!"

 เคนเนดียังไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้เขาจึง เรียกโรเบิร์ตน้องชายมาปรึกษาสองต่อสองอย่างเคร่งเครียด

 22 ตุลาคม เคนเนดีประกาศปิดกั้นคิวบา ส่งผลให้โซเวียตไม่สามารถขนส่งอาวุธประจำเกาะได้ แต่เรือรบของโซเวียตยังมุ่งหน้าต่อ เพื่อก่อสงคราม

 เคนเนดีต้องต่อสายลับไปยังครุสเซฟ เสนอข้อตกลงหลายอย่างต่อครุสเซฟ มันเป็นเกมวัดใจของทั้งสองฝ่าย โดยสิ่งที่เดินพันคือ สงครามโลก

 อนาคตโลกแขวนอยู่บนเส้นดายกับการเจรจาใน ครั้งนี้

 ในวินาทีสุดท้าย ครุสเซฟ เปลี่ยนใจถอนกำลังทหารกลับโซเวียตง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ

 โลกหายใจเฮือก รอดพ้นหายนะอย่างฉิวเฉียด

 นอกจากการต่างประเทศแล้ว เคนเนดียังมีนโยบายอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น โครงการนาซ่าปล่อยจรวดขึ้นสู่ดวงจันทร์ การใช้นโยบายต่อต้านการเหยียดสีผิว ฯลฯ

 จากนโยบายทั้งหมดส่งผลให้เคนเนดีกลายเป็น ประธานาธิบดีที่คนอเมริกันชนหลงใหล ศรัทธา เป็นประธานาธิบดีหนุ่มแน่น รูปหล่อ พูดเก่งเป็นนักอุดมคติ เชื่อมั่นในตนเองและในประเทศสหรัฐ มีมาดามแจ๊กเกอลีนที่สวยเก๋ไม่สร่าง คู่เคียงข้าง ถึงขนาดมีผู้เรียกทำเนียบขาวสมัยนั้นว่า คาเมล็อต คือปราสาทในนิยายของพระเจ้าอาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม และเรียกพวกตระกูลเคนเนดี้ว่า เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับราชวงศ์ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยมีที่เดียว

 แต่วาระสุดท้ายของนักการเมืองหนุ่มผู้เก่งกาจ มิใช้มาจากโรคร้าย หรืออายุขัย แต่เขาตายด้วยน้ำมือของชายคนหนึ่ง ที่จงเกลียดจงชังเคนนาดีนักหนา นาม ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์



วันสังหาร

 มันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของมนุษย์ชาติ

 เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 เคนเนดีนั่งรถออกจากเมืองฟอร์ทเวิร์ธเพื่อไป กล่าวคำปราศรัยระหว่างมื้อกลางวันที่ดัสลัส เท็กซัส มีแจ็คกี้ศรีภรรยานั่งเคียงข้างมาด้วย ฝูงคนข้างทางโห่ร้องต้อนรับประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ของเขาอย่างสนั่นหวั่น ไหว เคนนาดีสั่งให้ลดประทุมรถลง เพื่อว่าผู้คอยต้อนรับจะได้แลเห็นเขาชัดเจน ภรรยาสาวแสนสวยผู้ว่าการรัฐกล่าวกับเคนนาดีว่า

 "คงไม่มีใครมาว่า คุณไม่เป็นที่รักของทุกคนในดัลลัสน่ะคะ"

 แต่สำหรับใครคนหนึ่งเป็นการยกเว้น เขาซ่อนตัวในโรงเรียนเท็กซัส ชั้น 6 เขากำลังรอ รอเวลาที่จะซ็อกคนทั่งโลก

 รถประจำตำแหน่งเลี้ยวจากเมนสตรีทพลาซ่า ผ่านหน้าร้านคลังหนังสือ และเข้าสู่การฆาตกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

 ปัง

 จู่ ๆก็มี มีกระสุนนัดแรกวิ่งผ่านทะลุคอเคนเนดี้ เลือดออก เขาตกใจ แต่อาการยังไม่สาหัส ทันใดนัดเองกระสุนนัดที่สองก็ตามมา ส่วนภรรยายังงงกับเหตุการณ์ที่อยู่ข้างหน้าอยู่

 ปัง

 กระสุนที่สองเข้าแสกหน้าเต็ม ๆ สมองกระจาย และกระสุนนัดนี้ปลิดชีพประธานาธิบดีผู้เป็นที่รักของโลก

 พอดีในวันนั้น เคนเนดีสวมแถบรัดเอวเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคทางเดินอาหารและภาวะกระดูก พรุน แถบรัดนี้เองที่ค้ำไม่ให้เขาฟุบคว่ำหน้าเมื่อถูกกระสุนนัดแรก ร่างของเขายังคงตั้งตรงอยู่ และเป็นโอกาสให้กระสุนนัดที่สองสังหารเขาได้

 ภรรยาแจ๊กกี้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในระยะเผาขน ผู้คนร้องลั่น เสียงร้องดังไปทั่วเมืองฟอร์ทเวิร์ธ  คณะผู้ใกล้ชิดรีบส่งประธานาธิบดีไปยังโรงพยาบาลดัสลัลให้เร็วที่ สุด เพื่อช่วยชีวิต

 แต่มันสายไปเสียแล้ว จอห์น เอฟ เคนเนดี เสียชีวิตในเวลาต่อมา เนื่องจากทนพิษบาดแผนไม่ไหว สมองถูกทำลายเสียหายอย่างรุนแรง ปิดชีวิตประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ไปตลอดกาล

การจับกุม

 ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก จอห์น เอฟ เคนเนดี เสียชีวิต ตำรวจเริ่มสืบสวนหาตัวต้นเหตุการณ์ช็อกโลกทันใด

 จากการสืบพยานพบว่ามีคนพบเห็นควันปืนจาก หน้าต่างชั้น 6 หน้าต่างบานขวาสุด ที่โรงเรียนเท็กซัส ตรงข้ามตึกดีลลีย์ พลาซ่า และเมื่อตรวจดูพบอาวุธสังหารที่ทิ้งในที่เกิดเหตุ ที่ทิ้งไว้ในห้องเก็บหนังสือ เป็นปืนไรเฟิลแบบเล็งยิงระยะไกล

 ต่อมาอีก 1 ชั่วโมง ตำรวจได้จับชายคนหนึ่งซ่อนตัวในโรงภาพยนต์

 ทราบชื่อภายหลังว่า คือนาย ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์

 จับตัวผู้ต้องสงสัยได้รวดเร็วเหลือเชื่อ!

 

ครคือ  ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์??



 ออสวาลด์ เขาเกิดในอเมริกา October 18, 1939

 เคยเป็นนาวินโยธิน หลังจากปลดระวางเขาเดินทางไปรัสเซีย ซึ่งในสมัยนั้นรัสเซียยังเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ ว่ากันว่าเขาไปที่นั้นเพื่อเป็นสายลับ หรือทำงานราชการลับบางอย่าง ต่อมาเขาก็แต่งงานกับสาวชาวรัสเซีย มารนา และมีลูกกับเธอคนหนึ่ง ภายหลังเขากับเธอและลูกย้ายมาอยู่อเมริกา โดยทำเรื่องขอลี้ภัยกับภรรยา

 ภรรยาเขามักอ้างว่า เขาเป็นคนพวกหัวรุนแรง เป็นชายวิกลจริต ชอบพูดถึงการเป็นศัตรูกับเคนเนดีเป็นประจำแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะก่อเหตุช็อค โลกถึงเพียงนี้

 หลังจากการจับกุม ออสวาลด์สารภาพว่าสาเหตุที่ฆ่าเคนเนดีเพราะเขาเป็นศัตรูกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ ในโซเวียต และกลุ่มของพลเอก ฟิเดล คาสโตร ซึ่งตนเองยอมไม่ได้ในฐานะชาวอ เมริกันที่ฝักไฝ่สัทธิคอมมิวนิสต์

 สารภาพง่ายดายเหลือเชื่อ!


             
 หลักฐาน

 หลักฐานในการจับกุมลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ คืออาวุธสังหารที่ทิ้งในที่เกิดเหตุ ที่ทิ้งไว้ในห้องเก็บหนังสือของโรงเรียนเท็กซัส พร้อมกับภาพถ่ายสำคัญ รูปออสวาลด์ ยืนถือปืนไรเฟิล และเอกสารเผยแพร่คอมมิวนิสต์ในมือ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหลักฐานอันน้อยนิดนี้กลับเพียงพอให้คณะลูกขุนเชื่อว่า ออสวาลต์ ผิดจริงกับการลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี

 หลักฐานแค่นี้น่ะเอาผิด !



ฆ่าปิดปาก

 November 24, 1963

 ไม่กี่วันหลังจากการจับกุม ออสวาลด์ ก็เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกตามมาอีกครั้ง

 วันนั้น ตำรวจได้นำออสวาลด์ ออกมาแถลงข่าวต่อหนังสือพิมพ์ ท่ามกลางการคุ้มกันอันแน่นหนาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 70 คน ที่หน้าสถานีตำรวจดัลลัส ในขณะที่เดินทางไปสาล จู่ก็มีชายอ้วนคนหนึ่งจ่อเป็นไปยังออสวาลด์

 ปัง!

 ออสวาลด์ ครางเจ็บปวด ส่วนเจ้าหน้าที่คุมกัน งง ไม่ช่วยบังกระสุนให้แก่เขาแต่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเขาคือบุคคลสำคัญต่อคดีนี้

 ออสวาลด์เสียชีวิตในวันนั้นเอง

 ชายคนนั้นชื่อ แจ๊ก รูบีย์ อาชีพเจ้าของกิจการคลับแห่งหนึ่ง เขาอ้างว่าที่เขายิง ออสวาลด์ เนื่องจากต้องการกำจัดคนฆ่าประธานาธิบดีที่ตนรัก และเพื่อปกป้องเกียรติของเคนเนดี

 ฟังดูเป็นเป็นเรื่องเหลวไหลของชายผู้มีสติ เพราะเขาไม่น่ากล้าเสี่ยงขึ้นไปยิงออสวาลด์ท่ามกลางตำรวจคุ้มกันแน่นหนาขนาด นี้ และเมื่อคดีนี้กำลังรวบรวมสำนวน แจ๊ก รูบี ก็ชิงฆ่าตัวตายในคุกอีก

 การตัดตอนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว!



โรคประจำตัว

 หลังการตายของจอห์นเอฟ เคนนาดีมาการอนุญาตผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพเขาไปเปิดเผยต่อสาธารณชน

สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

 ความจริงแล้วเคนเนดีต้องทนทุกข์ทรมานกับ โรคภัยไข้เจ็บสมัยก่อนเป็นประธานาธิบดี ซึ่งโรคประจำตัวคือ โรคลำไส้อักเสบ มันทำให้เขาเจ็บปวดและอาเจียนเรื้อรัง เขาต้องกินยา สเตอรอยด์ ตลอด แต่มีผลข้างเคียงคือ การเกิดกระดูกพรุน กระดูกสันหลังอ่อน ต่อมอะดรีนาลเสื่อม และมีการเกิดโรคที่เรียกว่า แอดดิสัน โรคนี้ทำให้ร่างกายไม่อาจผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้เขาเหนื่อยง่าย ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ และต้องผ่าตัดบ่อยครั้ง

 ปี 1954 เคนเนดีเข้ารับผ่าตัด ครั้งใหญ่ แพทย์ได้สอดแผ่นเหล็กเข้ามาหลังของเขา ซึ่งปีถัดไปต้องเอาออกเพราะมันทำให้อักเสบ

 ความลับอีกอย่างของเคนเนดีอีกอย่างคือ พ่อของเขาต้องส่งยาแก้อาการเจ็บปวดฉุกเฉินไปให้สถานทูตอเมริกาทุกประเทศที่ ลูกตนไปเยือน

 ต่อให้เขาไม่ตายด้วยกระสุนเขาก็จะตายด้วย โรคนี้สักวัน

คดีนี้เริ่มกลืนหายไปกับการตายของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มลืมเรื่องช็อกโลกนี้แล้วหลังจากงานศพที่ยิ่งใหญ่ของเคนเน ดี

 จนกระทั้ง ถึงปัจจุบัน......................................



อัยการ

 จู่ ๆ ก็มีคนหนึ่งไม่เชื่อในหลักฐานที่ว่านาย ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ คือแพะรับบาปทั้งหมด เขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสู้กับอำนาจรัฐเพราะเขาเชื่อว่าคดีนี้มีอำนาจและ อิทธิพลแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

 อัยการ จิม แกร์ริสัน เป็นคนผู้นั้นที่พยายามสืบค้นและแฉเรื่องราวที่เหลือเชื่อและปริศนานี้ ทั้งการสืบค้นจากแหล่งข่าวต่าง ๆ การดูฟิล์มภาพยนต์อย่างถี่ถ้วน



 จากการสืบค้นแผนลอบสังหารในครั้งนี้ จิม แกร์ริสัน ก็ได้พบตัวละครเพิ่มขึ้นในคดีนี้คือ

 1.  เคลย์ แอล ชอร์ นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในนิว ออร์ลีน และประธานหอการค้าแห่งนิว ออร์ลีน เขาเป็นคนว่าจ้างให้ทนายความให้กับออสวาลด์ หลังถูกจับ
 2.  เด วิด เฟอร์รี หัวหน้าหน่วยบินของกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นอาจารย์ของออสวาลด์เมื่อครั้งเป็นทหารอยู่
 3.  วิ ลเลียม กาย บานิสเตอร์ อดีต FBI จัดหาข่าวและหานก ต่อทำงานให้กับ FBI ซึ่งว่ากันว่าติดต่อกับออสวาลด์ สมัยอยู่โซเวียต

 บุคคลที่ จิย แกร์ริสัน กล่าวอ้างทั้งหมด เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นกับคดีลอบสังหารนี้และพวกเขาอาจรู้ว่าใครอยู่เบื้อง หลังเหตุการณ์ช็อคโลกในครั้งนี้


             
จัดฉาก

 นอกจากนั้น อัยการ จิม แกร์ริสัน ได้อ้างหลักฐานว่าคดีนี้ไม่ชอบมาพากลที่ได้จากการสืบสวน แต่ล่ะอย่างล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น อาทิ

 มีความเป็นไปได้ว่าที่จุดสังหาร พลาซ่า กลางเมืองดัลลัสในเวลาเที้ยงวันมีมือปืนมากกว่า 1 คน ขึ้นไป เนื่องจากกระสุนที่เข้าเจาะร่างของประธานธิบดีนั้นมาจากทิศทางที่แตกต่างกัน หลักฐานคือกล้องถ่ายยนต์ของ อับราฮัม ซาปรูเดอร์  ที่ เผยภาพสังหารประวัติศาสตร์ตอนกระสุนเจาะร่างประธานาธิบดี เห็นได้ชัดเลยว่ามีกระสุนยิงมาจากทิศทางคนละทิศกันและมีพยานพบว่ามีควันจางๆ ตรงจุด กราสซี นอลล์ เนินดินตรงกันข้างจุดที่ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์ ดักซุ่มยิง

 คำให้การของลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์ หลังถูกจับกุม เขาบอกว่า เขาได้สังหารเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหลังฆ่าเคนนาดีชื่อ เจ ดี ทิปพิต แต่กลับมีพยานรู้เห็นว่าตำรวจนั้นถูกยิงโดยชายลึกลับที่ตามหลัง ออสวาลด์ แล้วหายลับไป ปล่อยให้ ออสวาลด์ ยืนงงสักพักก่อนที่จะหนีไปอีกคน

 พยานอีกคนหนึ่งเขาเป็นพนักงานรถไฟบอกว่า ตรงจุดกราสซี นอลล์ประมาณครึ่งวันก่อนมีกลุ่มคนแปลกหน้า แต่งกายต่างกันเดินเตร็ดเตร่อยู่ตรงแถวๆนั้น และวินาทีสังหารเขาก็เห็นแสงไฟจากตรงนั้นแต่ต่อมาเขากลับไม่ถูกบันทึกคำให้ การหรือเบิกตัวเป็ยพยานในคดีนี้แต่อย่างใด และต่อมาไม่นานนักพยานปากนี้ก็เกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่าง ปริศนา



 หลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถืออีกอย่างก้คือ การระบุกระสุนซึ่งสรุปไปมีแค่ 3 นัดเท่านั้น ที่ตอนแรกว่างเดียวกันคือชั้น 6 อาคารโรงเรียนเท็ก ซัส แต่ความจริงแล้วเมื่อปฏิบัติจริง ๆ แล้วทำได้ยากมากเพราะมีต้นไม้บังอยู่บางตำแหน่งที่รถผ่านมา เป็นไปไม่ได้เลยว่าในช่วงไม่กี่วินาทีสังหารเคนนาดีนั้น ออสวาลด์ จะสามารถสับไกแล้วยิงทั้งสิ้น 3 นัด แล้วกระสุนเข้าเป้าทุกนัดราวจับวางได้เช่น

 มีพยานอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนักโทษในเรือนจำของเมืองดัลลัส ที่อยู่เยื่อนกับโรงเรียนเท็กซัส บอกว่าเขาเห็นคนหนึ่งหรือสองคนอยู่ตรงหน้าต่างชั้นล่างของอาคารเดียวกัน และมีควันปืนที่ลอยคลุ้มตรงนั้นในช่วงที่ เคนนาดี ถูกยิงนั้นเอง

 ไม่มีการจด วอร์เรน คอมมิชชัน และการชันสูตรพลิกศพ เคนเนดี ทำลวกเกินไป

 ฯลฯ



 ตัดตอนอีกครั้ง

 หลังจาก จิม แกร์ริสัน กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อสั่งฟ้องผู้ต้องสงสัยทั้งสามก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ขึ้น

 เคลย์ ชอร์ ถูกจับ ตามมาด้วยการฆ่าตัวตายปริศนาของ กาย บานิสเตอร์ และ เดวิด เฟอร์รี ถึงแม้เขาทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้แต่ก็น่าสงสัย ว่ามันต้องเป็นการฆ่าปิดปาก

 เมื่อจิมนำหลักฐานมาส่งเพื่อลบล้างหลักฐาน จอมปลอมของคดีเคนนาดี แต่ศาลก็ตัดสินคดีเช่นเดิม

เคลย์ ชอว์ พ้นผิด

เมื่อจิมไปแก้สำนวนใหม่ ก็โชคร้ายอีกที่หน่วยงานของรัฐพร้อมใจกันไม่ยอมรับการทำงานของเขา คอยใช้อำนาจขัดขวางงานจนทนายจินต้องอับหนทางในที่สุด จนต้องยุติการสืบสวน

การฆ่าตัดต่อเสร็จสิ้นสมบูรณ์อีก ครั้ง!



ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง

ถึงแม้ อัยการ จิม แกร์ริสัน จะล้มเลิกการสืบสวนคดีนี้ แต่ก็ทำให้คนทั่วโลกมาสนใจคดีนี้อีกครั้งและต่างเดาไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังในคดีนี้

คนที่อยู่เบื้องหลังจะต้องมีอิทธิพลอำนาจ ระดับสูง สามารถบิดเบื้อนสาธารณชนได้ และกล้าวางแผนประธานาธิบดีที่ใคร ๆ ต่างรักใคร่อย่างอำมหิต

นี้คือการสันนิษฐานกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง คดีนี้

1. CIA หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา
2. กลุ่มมาฟีย ผู้เสียผลประโยชน์จาการขึ้นนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีของ เคนเนดี
3. กลุ่มสายเหยี่ยว หรือหน่วยงานทางทหารที่ขัดแย้งต่อนโยบายที่มีต่อค่อยคอมมิวนิสต์ของ เคนนาดี
4. กลุ่มปฏิปักษ์กับรัฐบาล ของ คาสโตร แห่งคิวบา ที่เรียกกลุ่มนี้ว่า อัลฟา 66 เนื่องจากผลประโยชน์ร่วม บางอย่างกับหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลของอเมริกา
5. กลุ่มนักธุรกิจนายทุนในธุรกิจระดับใหญ่ซึ่งมองว่า เคนนาดี ใช้นโยบายที่เป็นปฏิบัติต่อระบบทุนนิยม
6. กลุ่มนักธุรกิจนายทุนนักค้าอาวุธสงครามที่ต้องการห้เกิดสงคราม เพื่อขายอาวุธแต่เคนนาดีกลับขัดขวาง
7. ทุก ๆ กลุ่มร่วงลงขันวางแผนร่วมกันในครั้งนี้ทั้งหมด

ส่งท้าย

จนถึงปัจจุบันคดีนี้ก็ไม่ได้รับการไข ปริศนา เนื่องจากเป็นความจริงที่ประชาชนไม่ควรรู้ เพราะถ้าหากรู้ไปแล้วอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเป็นลูกโซ่  ส่งที่ทำตอนนี้ได้คือ ขุดคุ้ยและรับรู้กันแบบ "เล่า มาเล่าไป รู้แล้วเหยียบไว้"

คดีนี้ก็จบเพียงแค่นี้แหละครับ

Credit: Cammy @ dek-d.com

เรือโนอาห์ (Noah's Ark)

posted on 06 Jun 2010 00:42 by gigadeen  in history

เรือโนอาห์ (Noah's Ark) ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยนั้น และดำเนินกับพระเจ้า

หตุการณ์ของเรือโนอาห์ ยังมีกล่าวถึงในในพระธรรมปฐมกาล พระคัมภีร์อัลกุรอาน ในศาสนาอิสลาม พระคัมภีร์ในศาสนายูดาย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเล่าปรำปรานานาชาติ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกนี้ แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ

พระเจ้าทรงให้โนอาห์ ประกอบเรือตามแบบที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ดังนี้

· วัสดุ ประกอบเรือ ไม้สนโกเฟอร์
· ความ ยาว 300 ศอก
· ความ กว้าง 50 ศอก
· ความ สูง 30 ศอก
· จำนวน ชั้น 3 ชั้น พร้อมดาดฟ้าเรือ มีหลังคาสูง 1 ศอก
· ยาชันทั้ง ภายนอกภายใน

แบ่งเรือออกเป็นห้อง (ไม่ได้ระบุจำนวนห้อง)

โดยสิ่งที่บรรทุกในเรือพระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้โน อาห์นำสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปบนเรือ คือมี

โนอาห์ และครอบครัว โดยมีลูกชายของโนอาห์ 3 คน ได้แก่ เชม ฮาม และยาเฟท  และก็มีอาหารสำหรับโนอาห์ ครอบครัว และสำหรับสัตว์ที่พระเจ้าทรงกำหนด สัตว์ นก และสัตว์เลื้อยคลานชนิดละ 1 คู่ (ตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว)

จากนั้นพระเจ้าทรงบันดาลให้ฝนตกหนัก 40 วัน และเกิดน้ำท่วมแผ่นดินเป็นเวลา 150 วัน จนผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกตายจนหมดสิ้น พระเจ้าจึงทรงกระทำให้น้ำลดลง ใช้เวลาอีก 150 วัน แผ่นดินจึงแห้ง

ในที่สุดเรือโนอาห์นั้น ไปค้างอยู่บนยอดเขา(อาจเป็นอารารัต) โนอาห์ และครอบครัวได้ลงจากเรือเมื่อน้ำแห้งดีแล้ว และใช้ชีวิตตามปกติต่อไป ในครั้งนั้น พระเจ้าทรงมอบรุ้งกินน้ำ เป็นพันธสัญญาว่า จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเพื่อทำลายล้างมนุษย์อีก



ครับนี้คือตำนานขอเรือโน อาร์ มาดูรายงานการตามล่าหาเรือโนอาร์ที่หุบเขาอารารัตกันบ้าง

ปัจจัยสำคัญที่ขัดขวาง การค้นหา คือ เทือกเขาอารารัตเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ตั้งในพรมแดนของประเทศตรุกี ซึ่งรัฐบาลตุรกีไม่อนุญาตการขึ้นไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้

อารารัตเป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดกาล ตระหง่านชูยอดเทียบท้องฟ้าราวกับนกปากสีเงินที่งามสง่า ชาวพื้นเมืองบริเวณนั้นเรียกภูเขานี้ว่า อากรี ดากี หรือ อารี ดาอี อันหมายความว่า "ภูเขาแห่งความเจ็บปวด" ภูเขานี้ผุดขึ้นโดดเด่นจากลุ่มแม่น้ำอาราสทำให้เกิดเป็นภาพภูเขาหิมะตัดกับ ภูมิทัศน์รอบๆ ซึ่งเป็นผืนดินขรุขระเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ทราบไหมครับว่า กิตติศัพท์ของภูเขาอารารัตนี้มิได้เกิดจากรูปทรงสมมาตร แนวลาดที่ดูเรียบ และเกร็ดหิมะขาวที่ปกคลุม หากชื่อเสียงของอารารัตมาจากพระคัมภีร์ที่พวกเราคุ้นเคยกัน คัมภีร์ไบเบิลครับ...

ตามพระ คัมภีร์กล่าวไว้ว่า เมื่อน้ำท่วมโลกได้ลดลง ภูเขาอารารัตนั้นคือภูเขาลูกแรกที่ยอดโผล่พ้นผิวน้ำ และเป็นที่ๆเรืออาร์คของโนอาห์ได้ลงจอด ซึ่งอันที่จริงนะครับ อารารัตเป็นภูเขาที่มีสองยอดโดยมีระยะทางห่างกันประมาณ 11 กิโลเมตร ยอดทั้งสองที่ว่าประกอบด้วย ยอดเขาเกรต อารารัต สูง 5,137 เมตร ซึ่งถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศตุรกี กับอีกยอดเขาหนึ่งคือ ลิตเติล อารารัต ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,896 เมตร ยอดเขาทั้งคู่เดิมเป็นภูเขาไฟและประกอบด้วยเถ้าลาวาหลายชั้น แม้ปัจจุบันจะไม่ร่องรอยภูเขาไฟให้เห็นที่ยอดทั้งสอง แต่รายรอบตามลาดยังมีกรวยและรอยแยกอันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟให้เห็น อยู่ ก้อนหินที่พื้นรอบๆเขาก็ยังมีร่องรอยของภูเขาไฟให้เห็นอยู่บ้าง

ภูเขาอารารัต เป็นภูเขาที่บริเวณส่วนใหญ่ไร้พืชพันธุ์ขึ้น และถึงจะมีหิมะปกคลุมแทบตลอดทั้งปีแต่ภูเขานี้ก็ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก มีพืชตระกูลเบิร์ชบางต้นเท่านั้นที่ยังคงขึ้นอยู่ได้ ทว่าบริเวณช่วงกลางของลาดเขาที่สูงประมาณ 1,500 - 3,000 เมตรนั้นยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่บ้าง ชาวไร่เคอร์ดิชสามารถเลี้ยงแกะได้บนทุ่งหญ้าบริเวณนี้ และในอดีตเคยมีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ตามแนวรายรอบบริเวณ น่าเสียดายที่ปัจจุบันเราพบกันไม่กี่ชนิดเท่านั้น เคยมีบันทึกของนักการทูตอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 19 รายงาน ว่า พบหมี เสือภูเขา และสิงโตอยู่ด้วย ในสมัยกลางดินแดนแถบนี้เล่าลือกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมังกร รวมทั้งตำนานของหนอนน้ำแข็งพิสดาร ที่ลำพังด้วยตัวเล็กกระจิ๋วของมันกลับทำให้น้ำผลไม้ชามใหญ่กลายเป็นน้ำแข็ง ไปได้

เพราะตำนาน เหล่านี้ จึง'ทำให้นักไต่เขา และนักผจญภัยพากันหวั่นหวาดไม่อยากขึ้นมาบนเขาลูกนี้ นอกจากเรื่องเล่าลือแล้ว อันตรายอันเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น หิมะถล่ม หมอกมืดอันปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี และภูมิอากาศที่มักเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้นักไต่เขาพากันเข็ดขยาดไม่อยากยุ่งกับภูเขาอารารัตมากนัก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1829 เมื่อ โยฮัน ยาคอบ ฟอน ฟาโรท ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันวัย 37 ปี ไต่ขึ้นยอดเขาจนสำเร็จหลังจากที่พยายามมาสามครั้ง เขาฉลองความสำเร็จโดยปักไม้กางเขนที่ยอดเขา และนับจากนั้นเป็นต้นมา สาวกนักพิชิตภูเขาก็แห่กันตามรอยของฟาโรท์เป็นการใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ เจมส์ ไบรซ์ รัฐบุรุษผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ซึ่งพิชิตยอดเขานี้สำเร็จในปี ค.ศ. 1876 ไบรซ์รู้สึกซาบซึ้งอย่างประหลาด เมื่อเขามองจากยอดเขาข้ามที่ราบอันปกคลุมไปด้วยฝุ่นไปยังดินแดนต่างๆที่เคย เป็นบรรดาอาณาจักรของ ซาร์ ชาห์ และสุลต่าน เขาปรารภไว้ในงานเขียนของเขาภายหลังว่า...

"ถ้า ณ ที่นี้เป็นที่แรกซึ่งมนุษย์ย่างเหยียบพื้นโลกอันปราศจากผู้คน เราก็คงจินตนาการได้ว่าการกระจายของมนุษย์นานาเผ่าพันธุ์จากยอดเขาอันศักดิ์ สิทธ์นี้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีที่แห่งใดจะเหมาะเป็นศูนย์กลางโลกมากกว่าที่แห่งนี้อีกแล้ว..."

แหมแต่ถึงยังไงหลายคนก็อยากจะขึ้นภูเขาอารารัตนี้น่า เพราะอยากให้รู้แน่ๆ ว่าเรือโนอาร์นั้นมีจริงหรือไม่

กว่า 2 ทศวรรษมาแล้ว ที่การค้นหาเรือโนอาห์ เป็นที่สนใจจากนานาชาติ นักสำรวจหลายชุด แถบเทือกเขา อารารัต ทางตะวันออกของตุรกี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวอเมริกัน   เรือโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มีขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้สนโกเฟอร์ ทำเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในและข้างนอก ยาว 300 ศอก กว้าง 50 ศอก สูง 30 ศอก (ใช้หน่วย 1 Cubit = 1 เมตร) และมี 3 ชั้น มีประตูด้านข้าง (ปฐมกาล 6:14-16) เป็นที่รู้กันดี ตั้งแต่ก่อน ศตวรรษที่ 20 แล้วว่า มันมีขนาดใหญ่พอๆ กับเรือเดินสมุทรในปัจจุบัน

พระ คัมภีร์กล่าวว่า ณ วันที่ 17 ของเดือนที่ 7 ฝนก็หยุดตก และน้ำเริ่มลด นาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต (ปฐมกาล 8:4) ซึ่งเป็นแถบ อาณาจักร Urartu โบราณ แต่ไม่ได้ระบุยอดเขาโดยเฉพาะ หลังจากโนอาห์ และครอบครัว ออกจากเรือบนภูเขา เรือนั้นก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึง ในพระคัมภีร์อีกเลย ผู้เขียนไบเบิ้ลคนต่อๆ มา ก็ไม่เคยพูดถึง และไม่ได้บอกว่า จะเห็นได้ที่ไหน   อารารัตในปัจจุบัน มีเทือกเขาแฝดสูง ที่น่าสนใจคือ มีรายงานจำนวนมาก ในประวัติศาสตร์ บอกว่าเรือขนาดใหญ่อยู่บนภูเขาแถบนี้   นักวิชาการปัจจุบัน หลายคนคิดว่า ยอดเขาอารารัตในตุรกี เป็นสถานที่ ที่น่าจะพบเรือโนอาห์มากกว่า เพราะอารารัตคือยอดเขา ที่สูงที่สุดในตุรกี ดังนั้นขณะน้ำลด ภูเขาลูกแรก ที่จะโผล่เหนือน้ำ ต้องเป็นภูเขา Ararat ที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Aghri Dagh ซึ่ง แปลว่า ภูเขาแห่งความเจ็บปวด  ปัจจุบันอารารัตมียอด เขา 2 ยอดคือ Great Ararat ที่ สูง 5,137 เมตร กับ Little Ararat ที่สูง 3,896 เมตร และช่วงบนของยอดเขาทั้งสอง ขนาดซึ่งวัดโดยรอบได้ถึง 40 กิโลเมตร

รายงาน กว่าศตวรรษจากผู้เคยพบเห็นเรือ ค้นพบชิ้นไม้ ถ่ายรูปได้จากที่สูง มากมาย เป็นที่เชื่อกันว่า อย่างน้อย ชิ้นส่วนที่ใหญ่ๆ ของเรือ น่าจะยังมีอยู่ อาจไม่ได้อยู่ เทือกเขาสูงสุด แต่ที่ไหนซักแห่ง ซึ่งอยู่เหนือ ขึ้นไป ระดับหมื่นฟุต ภูเขานี้ปกคลุมด้วยหิมะ และน้ำแข็งตลอดทั้งปี มีเพียงช่วงฤดูร้อน ที่จะเข้าไปได้ บางคนก็เคยปีนและเดินขึ้นไป

ในทศวรรษที่ 80 นักสำรวจเรือโนอาห์จำนวนไม่น้อย ได้เข้าร่วมโครงการนาซ่า กับ เจมส์ เออร์วินเป็นเรื่องครึกโครมมากจนสภาพโซเวียตต้องออกมาขัดขวางเพราะว่าว่าเทือกเขาอยู่ขอบชายแดน ตุรกี-โซเวียต พอเจมส์เสียชีวิตลง ก็มีการสำรวจครั้งใหม่

ในทศวรรษที่ 90 และตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา แต่ยังไม่มีหลักฐาน แน่ชัดว่ามีคนพบเรือทั้งลำ   ใน ความพยายามค้นหาตำแหน่งของเรือ Noah ตลอดเวลาที่ ผ่านมา ได้มีการอ้างหลักฐาน การเห็นซากเรือ หลายครั้ง เช่น

เมื่อ 700 ปีก่อนนี้ ในศควรรษที่14 ประมาณปี 1356 มีหนังสือชื่อ Travels of Sir John Mandeville ที่เล่าว่า มีนักบวชคนหนึ่ง เก็บเศษไม้ได้จากยอดเขา Ararat แต่ก็ไม่มีใคร ณ วันนี้รู้ว่า Sir John ในหนังสือนั้นคือใคร และมีตัวตนหรือไม่

และเมื่อปี 1916 ความสนใจ เกี่ยวกับเรือ Noah ได้บังเกิดอีกเมื่อวารสาร The New Eden รายงานว่า นักบินชาวรัสเซียคนหนึ่ง ชื่อ Vladimir Roskovitsky ขณะบินสำรวจผ่านยอดเขา Ararat เขาได้เห็น ซากเรือขนาดใหญ่ บนเขาลูกนั้น แต่ก็ไม่มีการติดตามไปดู จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1917 แม่ ทัพรัสเซีย ท่านหนึ่ง ได้ส่งทหาร 150 คน ขึ้นไปดูซากเรือ เพื่อนำรายงาน ไปบังคมทูล ให้จักรพรรดิซาร์ (Czar) ทรงทราบ แต่ได้เกิดรัฐประหาร คณะปฏิวัติ Bolshevik จึงได้ทำลายเอกสารรายงานหมด เพื่อไม่ให้ใคร เชื่อคัมภีร์ไบเบิลอีกต่อไป

ในปี ค.ศ. 1955 Ferdinand Navarra นักผจญภัยชาวฝรั่งเศส กับลูกชาย ได้เดินทางขึ้นยอดเขา Ararat และได้นำ ไม้โอ๊กแผ่นหนึ่งกลับลงมา ในหนังสือชื่อ Noah's Ark: I Touched It เขาเล่าว่า เขาต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของตุรกี เพื่อนำซากไม้ที่ยาว 2เมตรออกนอกประเทศ ถึงแม้หนังสือเล่มนั้น จะมีภาพของสองพ่อลูกบนภูเขา แต่ก็หามีภาพของเรือไม่ และเมื่อ Navarra ให้ผู้เชี่ยวชาญ ด้านอายุของวัตถุโบราณ วัดอายุของไม้เขา ได้ข้อสรุปว่า ไม้นั้นมีอายุตั้งแต่ 4,000-6,000 ปี ซึ่งก็ตรงกับคำสอน ในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า โลกถือกำเนิดเมื่อ 6,008 ปีก่อนนี้ และเหตุการณ์น้ำท่วมโลก เกิดขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อนจริง

ถึงแม้ ข้อสรุปเกี่ยวกับเรือจะยุติลงในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ แต่ประเด็นเหตุการณ์ น้ำท่วมโลก ก็ยังมีบุคคลสนใจมากมาย เมื่อ ปี2000 ในหนังสือชื่อ Noah's Flood : The New Scientific Discoveries About the Event That Changed History. William Ryan แห่ง Lamont-Doherty Earth Observatory ที่ เมือง Palisades ใน New York สหรัฐอเมริกา ได้เสนอความเห็นว่า ในอดีตเมื่อ 8,000 ปีก่อนนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งมโหฬาร ในบริเวณที่ราบรอบทะเลดำ ( Black Sea) ซึ่งอยู่ ระหว่างยุโรปกับเอเชีย และเป็นทะเลสาบ น้ำจืด น้ำทะเล ได้ไหลทะลักผ่านเข้ามา ทางช่องแคบ Bosphoues จนถึง ทะเลดำ ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบ เพิ่มสูงขึ้น 100 เมตร ในเวลา 3ปี แต่ Ryan มิได้ระบุชัดว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดจากสาเหตุใด

ใน วารสาร Paleoceanography ฉบับที่ 19 ปี2004 Mark Siddall แห่งมหาวิทยาลัย Bern ในสวิตเซอร์แลนด์ กับคณะได้รายงานการใช้คอมพิวเตอร์ จำลองสถานการณ์น้ำท่วมในทะเลดำ และพบว่า เหตุการณ์น้ำท่วมโลก สามารถเกิดขึ้นได้ โดยคณะผู้วิจัย ได้สมมติว่าในอดีตเมื่อ 10,000 ปีก่อนนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่โลก กำลังตกอยู่ใน ยุคน้ำแข็ง Holocene ทะเล Mediteranean ทะเล Marmara และทะเลดำมีแผ่นดินคั่นอยู่ ณ เวลานั้นระดับน้ำ ในทะเลดำ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในทะเล Marmara ประมาณ 100 เมตร และเมื่อน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำในทะเล เมดิเตอร์เรเนียน และทะเล Marmara ได้เพิ่มสูงขึ้นๆ จนกระทั่งเมื่อ 8,400 ปีก่อนนี้ น้ำจากทะเล Marmara ก็ได้ไหลข้ามพื้นแผ่นดิน ที่คั่นระหว่างทะเล Marmara กับทะเลดำเข้าสู่ทะเล ดำ

ในการ ศึกษารายละเอียดของเหตุการณ์น้ำท่วมว่ารุนแรง หรือราบเรียบเพียงใด Siddall กับคณะได้กำหนด ให้กระแสน้ำท่วม มีความเร็วต่างๆ กัน แล้วศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามบริเวณขอบทะเลดำ และเขาก็ได้พบว่า ถ้ากระแสน้ำไหลช้าๆ แรง Coriolis ซึ่งเกิดจากการ หมุนรอบตัวเองของโลก จะทำให้น้ำไหลขึ้นทางเหนือ จะพุ่งเฉียงไปทางตะวันออก แต่ถ้ากระแสน้ำไหลเชี่ยว เพราะขณะนั้น ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วย พลังไหลของน้ำจะมหาศาล จนมันสามารถไหล ได้ทุกทิศทาง ปริมาณน้ำที่มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่ากับ 20 เท่า ของน้ำตก Niagara จะไหลพุ่งเข้าทะเลดำ เป็นเวลานาน 33 ปี จนระดับน้ำในทะเล Marmara และทะเลดำเท่ากัน น้ำจึงหยุดท่วม

ในปี 1987 Ron Wyatt นักสำรวจโบราณคดี พบว่าบนเทือกเขา มีรอยของเรือขนาดใหญ่ ในเขตของตุรกี นักข่าวได้ประโคมข่าวใหญ่ในประเทศ รัฐบาลได้ขอให้รอนแสกนภาพจากเรดาห์ และพบร่องรอย ที่เป็นหลักฐาน มากมาย แต่แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ในช่วงปี 1840 และระยะ เวลาที่ยาวนาน ได้กระจายชิ้นส่วนของเรือ ออกไปแล้ว เป็น 3ชิ้นเป็นอย่างน้อย หรืออาจมากกว่า 6ชิ้น แต่มีการอัศจรรย์ ที่ยังคงรักษาบางชิ้นส่วนเอาไว้ได้ โดยการค้นพบ จากภาพถ่ายจากดาวเทียม ทำให้สามารถ พบเศษไม้ ที่กลายเป็นหิน ได้จำนวนหนึ่ง การค้นคว้านี้ ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะยังไม่มีคนใด ที่ได้เห็นเรือทั้งลำหลงเหลือในปัจจุบัน

Credit: Cammy @ dek-d.com

edit @ 6 Jun 2010 00:58:25 by Nut

Mystery Guy View my profile

Categories