tale

ตำนานขนแกะทองคำ (Golden Fleece)

posted on 06 Jun 2010 00:33 by gigadeen  in tale

 

นี้คือ เรื่องราวที่โด่งดังและเป็นมหากาฬย์ยิ่งใหญ่ที่เราต่างรู้จัก และมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันบ้างแล้วแต่ละเจ้า แต่แกนเรื่องก็คือของที่ตามหาคือสิ่งเดียวเท่านั้นคือ “ขนแกะทองคำ”

ตำนานเจสัน และลูกเรืออาร์โก นั้น เป็นตำนานคลาสสิกที่เกี่ยวข้องกับการผจญภัย ของวีรบุรุษ ครับ เหมือนกับ มิชชั่น อิมพอสซิเบิล ฉบับโบราณเลยนะครับ มันมีองค์ประกอบทุกอย่างของเทพนิยาย วีรบุรุษ และเจ้าหญิง เวทมนต์ และมังกร รวมไปถึง โศกนาฏกรรม

แต่มันก็มีปัญหาจนได้ที่ว่า การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นจริงๆ หรือ

ทุกวันนี้ นักโบราณคดีเริ่มหันมาสนใจตำนานมหากาฬย์โบราณอย่างจริงจังๆ นับตั้งแต่มีการค้นพบซากเมืองทรอยโดย ไฮน์ริช ชไลมันน์ บนชายฝั่งตุรกี ทำให้โลกได้รู้ว่าตำนานมหากาพย์กรีกมีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช้เรื่องโม้แต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้มีนักโบราณคดีหลายคนพยายามแกะรอยตำนานขนแกะทองคำบ้าง

ในตำนานบันทึกไว้ว่าณ เมื่องท่าชื่อไอโอคุส(Iochus)ของกรีกโบราณแคว้นเทสซาลีในปัจจุบัน กษัตริย์ เพเลอัส ลุงที่ชั่วร้ายของเจสัน ได้ยึดบัลลังค์และขับไล่กษัตริย์ ไอโอคัส ซึ่งเป็นพ่อของเจสัน เพื่อความปลอดภัย เพเลอัสคิดจะฆ่าเจสัน แต่ว่าเจสันหนีรอดไปได้

สำหรับเจสัน เขาโตขึ้นมาที่เขา เพลิออน ตอนกลางของกรีก โดยมีเซนทอร์  ชื่อไครอน เป็นอาจารย์ และเลี้ยงดูเจสัน จนเติบใหญ่พอที่จะทวงบัลลังก์

เมื่อเจสันอายุ 20 ปี เขาออกจากเขา เพลิออน เพื่ออ้างสิทธิ์ของเขา ก็คือ อาณาจักรของพ่อเขา ระหว่างทางนั้นเขาเสียรองเท้าไป ตอนช่วยหญิงชราข้ามแม่น้ำ ซึ่งแท้จริงก็คือ เทพี ฮีรา เทพอุปถัมภ์ของเขาเองที่ปลอมตัวมา(บางแห่งคืออาเธน่า) จากนั้น เจสัน ก็มุ่งหน้าไปยังที่ราบ ไอโอคัส เพื่อไปยังวังของลุง

แม้เพลิอัส จะช่วงชิงบัลลัง แห่งไอโอคัสมาได้ แต่ก็ทรงรู้สึกไม่สบายใจ มีคำพยากรณ์จากวิหารเดลฟีว่า ให้ระวังคนแปลกหน้าที่ใส่รองเท้าข้างเดียว เมื่อเจสันมาถึง และอ้างสิทธิ์บัลลังอย่างกล้าหาญ เขาก็หวาดกลัวมาก กฎศักดิสิทธิ์ แห่งการเป็นเจ้าบ้านทำให้ เขาทำร้ายเจสันตรง ๆ ไม่ได้ แต่ เพลิอัส นั้นเจ้าเลห์ เขาเลยพูดกับเจสันว่า "บอกข้าสิเจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าเห็นข้า และต้องเผชิญหน้ากับคนที่มาทวงบัลลังก์ เจ้าจะทำอย่างไร" เจสันตอบว่า "ข้าจะส่งเขาไปทำ งาน ที่ไม่มีใครทำได้ นอกจากเทพเจ้า" เพลิอัสก็ตอบไปว่า "ดีมาก งั้นถ้าเจ้าอยากได้มงกุฎ ข้า เจ้าจะต้อง ไปเอาขนแกะทองคำ มาให้ข้าก่อน"

ซึ่งขนแกะทองคำนี้มีที่ มาครับ มันมาจากของขวัญจากจอมเทพซุส ครับ แกะตัวนั้นได้บินไปทางตะวันออก ดินแดนซึ่งพระอาทิตย์ขึ้น ที่นั่น กษัตริย์ซึ่งเป็นบุตรของสุริยเทพ ได้บูชายันแกะนั้น และแขวน ขนแกะไว้บนต้นไม้ศักดิสิทธิ์ และมีมังกรคอยเฝ้า เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใด ไปเห็นมาก่อน

ด้วยความคะนอง ร้อนวิชา เจสันตอบรับคำท้าทันที เขาออกค้นหาขนแกะโดยมีเรือใหญ่ชื่อเรืออาร์โก(Argo)และเพื่อนร่วมเดินทางหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเฮอคิวลีส ทเซอุส หรือ ออร์พิอุส แต่ละคนเป็นมนุษย์กึ่งเทพทั้งสิ้น โดยลูกเรือของเจสันมีทั้งสิ้น 50 คน



การเดินทางเจสันเพื่อ ตามหาขนแกะทองคำนั้นไม่ได้โรยด้วยกรีบกุหลาบแน่นอน เพราะระหว่างการเดินทางเจสันและเพื่อนต่างประสบภยันอันตรายต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็น

· ที่เกาะเลมนอสที่ต้องเผชิญกับนักรบหญิง
· โพไซดอน เทพแห่งท้องทะเล
· เรือ ฝ่ากระแสน้ำที่รุนแรง ซึ่งไหลออกมาจากมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ ผ่านช่องแคบบอสฟอรัส
· ผ่าน ช่องแคบบอสฟอรัส ไปเจอเกาะลอยซึ่งมีหน้าผาหินกระทบกัน มันจะบดเรือทุกลำที่ผ่านเข้าไป
· สัตว์ ประหลาดในตำนานต่างๆ
· พบแม่มดมีเดียที่เจสันสัญญาว่าจะแต่งงานด้วยกัน

และแล้วเจสันก็มาถึงที่หมายคือเมืองโคสซิส ที่นั้นเองที่กษตริย์เออิเตส(Aeetes)ที่ เป็นเจ้าของขนแกะทองคำก็เอาบททดสอบต่างๆ ให้เจสันทำ แต่ด้วยความเก่งของเจสันบวกกับความฉลาดของมีเดียก็ได้ขนแกะทองคำมาอยู่ในมือ จนได้

คุณอาจคิดว่าตำนานจะจบลงตรงนั้นครับ เจสันและมีเดียกลับไปที่กรีก และสาบานว่าจะรักกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่ตำนานกรีกไม่ใช่แบบนั้นครับ

เมื่อเจสันเอาขนแกะทองคำเดินทางกลับเมือง ไอโอคัส พร้อมมิเดีย กษัตริย์ลุงที่ชั่วร้ายแปลกใจที่ได้เห็น เจสัน มีเดียได้ใช้เวทมนต์ ล่อลวงลูกสาวว่าพวกเธอจะชุบชีวิตพวกเขา สับร่างและนำ ไปต้มในหม้อใหญ่ กษัตริย์ลุจึงได้ตาย และเจสันก็ได้เป็นกษัตริย์ตามคำทำนาย พวกเขามีความสุขระยะหนึ่ง มีเดียมีลูกชายสามคน แต่ประชาชนในเมือง กลัวมีเดียและเวทมนต์ของเธอ ในที่สุด พวกเขาเนรเทศเจสันและครอบครัว ให้ออกจากเมืองไป แล้วลงทางใต้ที่เมืองคอริน

ที่คอรินนี่เองที่เจสันผู้มีชื่อเสียง ได้เป็นกษัตริย์ เขาได้รับการเสนอเจ้าหญิงแสนสวยคนหนึ่ง ให้เป็นภรรยา เขารับ และผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ กับมีเดีย แน่นอนครับ มีเดียไม่ใช่ตัวละครธรรมดาเท่านั้น เธอมีเทพเจ้าและมนุษย์เป็นบรรพบุรุษ อีกด้วย เพื่อที่จะแก้แค้น ในสิ่งที่สามีของเธอได้ทำเอาไว้ เธอได้สังหารลูก ๆ ของเจสันทิ้ง  

สำหรับเจสันแล้ว เรื่องของเขาจบลงเหมือนกับตอนที่เริ่มต้นนั่นแหละครับ เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว กับรองเท้าเพียงข้างเดียว เขาเดินทางกลับไปที่ ไอโอคัส ด้วยสิ่งทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา เรือลำเก่าของเขาครับ เรืออาร์โก เรือเก่าของเขาลำนี้ ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งขณะที่เขา นั่งร้องไห้อยู่ในเงามืด เพียงผุ้เดียวครับ คานวิเศษและหัวเรือที่พูดได้นั้น ได้หักลงมาทับเขาจนเสียชีวิตลงไป เทพเจ้าสร้างเขาขึ้นมา และเทพเจ้าก็ได้ทำลายชีวิตของเขาในทีสุด ครับ

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ไม่เชื่อหรอกครับ ว่ามนุษย์เทพอย่างเฮฮคิวลิสมีจริง หรือมีอสูรตาเดียวเดินไปเดินทางในประวัติศาสตร์หรอกนะครับ แต่เขาเชื่อเว่าเรื่องราวนี้น่าจะเป็นการเดินทางในดินแดนที่ไม่รู้จักเสีย มากกว่า

อย่างที่กล่าวมาว่ามีผู้บันทึกการค้นหาขนแกะทองคำเอาไว้นับร้อย สำนวน แต่ที่เก่าแก่ที่สุดเขียนก่อนใครก็ราว 2500 ปีก่อนโดยกวีชื่อ พินดาร์(Pindar) ในขณะที่ฉบับที่ อโพโลนิอุส แห่งเกาะโรดส์(Apollonius of Rhodes) เป็นผู้รจนา ในอีก 200 ปีให้หลังกลับเป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางที่สุด จากเนื้อความในตำนานนี้ นักภูมิศาสตร์ได้พยายามเทียบคียงลักษณะภูมิประเทศ และชื่อสถานที่ปรากฏ เพื่อค้นหาเส้นทางการผจญภัยของเจสันและเพื่อน ในขณะที่นักโบราณคดีก็เฝ้าตามรอยซากอาคารโบราณที่อาจเป็นสิ่งที่ย้ำถึงการมา เยือนของเจสันและผองเพื่อน รวมทั้งเครื่องประดับและโบราณวัตถุอื่นๆ ที่มีเอกลักษณ์ของกรีกในดินแดนอันไกลพ้น

ถึงบัด นี้ มีผู้รู้ออกมาเสนอข้อสันนิษฐานเรื่องเส้นทางการผจญภัยของเจสันกันนับไม่ถ้วน บางคนบอกว่าเจสันบอกว่าเจสันเดินทางไกลมาถึงทวีปอเมริกา โดยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านทางช่องแคบยิบรอลตาร์ สู่เกาะคิวบาและไฮติ ก่อนจะเข้าล่องลงใต้ผ่านแม่น้ำอเมซอน สู่อาร์เจนตินาแล้วล่องผ่านแม่น้ำปารามาสู่ทะเลสาบติติกากาสู่แหล่งอารยธรรม ของพวกอินคาแถบนครลึกลับมาชูปิกชู

นี้อาจ เป็นเส้นทางเดินทางที่ไกลเกินจริงสักหน่อย แต่ทฤษฏีนี้มาจากเฮนเรียต เมิร์ทซ์ (Henriette Mertz) ผู้เสนอข้อสันนิษฐานนี้อ้างว่า เรื่องหินลอยน้ำที่สามารถเลื่อนที่ประกบกันที่คอยทำลายเรือที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องจริง โดยมันปรากฏในบันทึกปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเกาะไฮติและคิวบา เนื่องจากระดับน้ำของช่องแคบระหว่างสองเกาะจะขึ้นลงได้คราวละมากๆ ดังนั้น หากมีเรือล่องผ่านช่องแคบในคราวน้ำลงก็อาจต้องติดคาแนวหินโสโครกและนักเดิน เรือที่รู้จักปรากฏการณ์นี้จะรอคอยให้น้ำหนุนสูงจนปลอดภัยสำหรับการเดินเรือ

แม้เฮนเรียต เมิร์ทซ์ จะอ้างการค้นพบของเขาอย่างแข็งขัน แต่ทว่าคนส่วนมากเห็นว่าการเดินทางข้ามหมาสมุทรแอตแลนติกนั้นดูจะเหลือเชื่อ มากไป มันเป็นไปได้เหรอที่เรือไม้ที่ต่อขึ้นจะสามารถข้ามมหาสมุทรที่ก้าวใหญ่นี้ ได้และสามารถผ่านพ้นต้านทานคลื่นลมรุนแรงของมหาสมุทรใหญ่ได้

ดังนั้นทฤษฏีหนึ่งที่หลายฝ่ายเชื่อมากที่สุดก็คือ เส้นทางเดินเรือที่เจสันและพรรคพวกเดินทางนั้นคือแถบยุโรปนี่เอง โดยเห็นว่าเมืองท่าโคลซิสที่เป็นเมืองท่าที่เป็นเป้าหมายในการค้นหาขนแกะ ทองคำน่าจะอยู่แถวๆ ทะเลดำซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียมนี่เอง ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้มีข้อพิสูจน์หลายอย่าง โดยเรื่องหินลอยน้ำนั้นแท้จริงคือเนินเขาบนช่องแคบดาร์ดาเมล ซึ่งเชื่อมทะเลเมดิเตอเรเนียมเข้ากับทะเลดำนี่เองและเมืองไอโอคุส บ้านเกิดของเจสันก็อยู่ห่างจากช่องแคบนี้เพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่า คือตำนานขนแกะทองคำ นักประพันธ์อโพโลนิอุสเรียกทะเลที่เป็นที่ตั้งเมืองท่าโคลซิลว่า ทะเลยูซิน(Euxine sea) หรือขอบสุดที่ทะเลมาบรรจบกัน อันเป็นชื่อโบราณที่ชาวกรีกใช้เรียกทะเลดำฟากตะวันออก ในส่วนใกล้สาธารณรัฐจอร์เจียมาช้านานแล้ว แถมหลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับอื่นๆ ก็ยืนยันว่าช่วงที่อารยธรรมของชาวกรีกเริ่มขยายตัวนั้น ได้มีนครรัฐกรีกขยายอำนาจเข้ามายังบริเวณอยู่ในแถบนี้มาตั้งแต่ 2700 ปีก่อนแล้ว

นอกจากนี้ การที่เนื้อเรื่องกล่าวถึงการค้นหาขนแกะทองคำ ซึ่งความจริงแล้วชาวกรีกไม่ชอบใช้ทองคำเพื่อนำมาใช้ทำเครื่องประดับซับซ้อน หรอกครับ บางทีขนแกะทองคำในเรื่องอาจหมายถึงเทคโนโลยีการเรียนรู้วิธีการทำเครื่อง ประดับทองคำแล้วนำกลับมาใช้ในกรีกก็เป็นได้

 แม้เมืองท่า โคสซิสจะเป็นที่ยอมรับระดับหนึ่งแล้ว แต่ปริศนาเส้นทางการเดินเรือจากโคสซิสกลับสู่บ้านเกิดไอโอคุสยังไม่สิ้นสุด เนื่องจาก เนื้อความกวีอโพโลนิอุสแห่งเกาะโรดส์ กล่าวถึงการล่องตามแม่น้ำสายใหญ่ที่ชื่ออิสทรัส(Istrus) ทางเหนือของทะเลดำ ซึ่งน่าจะเป็นแม่น้ำดานูบที่ชาวกรีกรู้จักกันดี ก่อนจะเดินทางสู่ทะเลเดรียติก ลัดเลาะออกไปที่แม่น้ำโคดานุส(Rhodanus) ซึ่งถอดเสียงแล้วอาจเป็นแม่น้ำโรนในฝรั่งเศส เมื่อถึงทะเลเมดิเตอเรเนียม เจสันและคณะคงนำเรืออาร์โกลงใต้ผ่านช่องแคบทางใต้ของอิตาลีกับเกาะชิลีแล้ว จึงมุ่งสู่ตะวันออกก่อนจะกลับถึงบ้านที่เมืองไอโอคุสเพื่อครองบัลลังก์ของ พระบิดา

เส้นทางที่สองนี้เกิดจากการตีความหมายตามชื่อสถานที่ที่กล่าวถึงใน เรื่องมากที่สุด แต่ก็ยังสงสัยอีกว่า เจ้าเจสันนี้มันจะเดินทางลัดเลาะชมภูมิประเทศในยุโรปมากขนาดนี้เลยเหรอที่ สำคัญมาช่วงก็มีภูเขาสูงใหญ่กั้นอยู่ ถ้าเรือเล็กๆ อย่างอาร์โกข้ามได้ ก็เทพเกินไปแล้ว

หนึ่งในนั้น คือข้อสันนิษฐานที่ว่าเจสันเคยนำเรืออาร์โกเลาะรอบทวีปยุโรปมาแล้ว ในการนี้เขาผานแม่น้ำโวลก้าที่ตัดผ่านที่ราบใหญ่ของรัสเซียไปทางเหนือ สู่ทะเลแบเรนส์ที่แม้จะมีบางช่วงต้องนำเรือขึ้นบกเพื่อเปลี่ยนแม่น้ำสายอื่น บ้าง แต่ก็ช่วงสั้นๆ เท่านั้น แล้วเรือก็มุ่งลงใต้ไปๆ มาในชายฝั่งนอร์เวย์ อังกฤษ ฝรั่งเศส  เข้าสู่ช่องแคบยิบรอลต้าร์ และทเลเมดิเตอเรเนียน

เอาเถอะ จะจริงหรือไม่จริง คนอื่นเขาก็ไม่สนหรอกครับ เพราะถึงไงตำนานนี้ยังอยู่คู่โลกเราเสมอมาในฐานะความน่าอัศจรรย์ของเทพนิยาย

 Credit: Cammy @ dek-d.com

edit @ 6 Jun 2010 00:34:19 by Nut

เมอร์ลิน เป็นพ่อมดในตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ กับอัศวินโต๊ะกลม ในยุคของประวัติศาสตร์อังกฤษตอนต้น ราวประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5 มีตำนานและวรรณกรรมเล่าขานถึงอภินิหารต่าง ๆ

ตำนาน มหัศจรรย์เกี่ยวกับพ่อมดเมอร์ลินมีอยู่มากมายเล่ากันว่า เขาคือผู้จัดเรียงก้อนหินมหึมาที่สโตนเฮนจ์ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่เหล่าทหารของกษัตริย์อาเธอร์ บ้างก็ว่าเมอร์ลินสามารถหยั่งรู้อนาคตได้อย่างชัดแจ้ง เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่มีชีวิตย้อนหลัง กล่าวคือคนทั่วไปจะใช้ชีวิตจากอดีตไปสู่อนาคต แต่เมอร์ลินจะใช้ชีวิตจากอนาคตย้อนมาสู่อดีต เมื่อเขาเคยผ่านอนาคตมาก่อนแล้ว จึงทำให้ทราบเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป

บทบาทของพ่อมดเมอร์ลินที่คนทั่วโลกจดจำได้ คือการเป็นอาจารย์และเป็นที่ปรึกษาให้แก่กษัตริย์อาเธอร์ สมัยที่กษัตริย์อาเธอร์ยังเป็นทารกแบเบาะอยู่นั้น ก็โดนคำสั่งจากพระราชบิดาให้ประหารชีวิต เมอร์ลินก็เป็นผู้ช่วยชีวิตและหาที่หลบซ่อนให้แก่อาเธอร์น้อย เช่นเดียวกันกับดัมเบิลดอร์ที่ซ่อนตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์เอาไว้จากโวลเดอมอร์ กวีชื่อว่า อัลเฟรด ลอร์ด เทนนีสัน ได้เล่าถึงตำนานตอนนี้เอาไว้ในบทกวีชื่อ ดังนี้

ท่ามกลางความโศกเศร้าและเหงาหงอย อาเธอร์น้อยกำเนิดมาน่าสงสาร ต้องหลบซ่อนตัวตนให้พ้นพาล อยู่กับท่านเมอร์ลินสิ้นกังวล ด้วยอูเธอร์ผู้บิดาจิตป่าเถื่อน ร้ายเสมือนสัตว์ป่าน่าฉงน เหลิงอำนาจเกรงลูกชายทำลายตน จึงคิดฆ่าเพื่อให้พ้นทางตนไป เมอร์ลินนำเด็กน้อยให้แอนตัน ผู้ผูกพันกับอูเธอร์เกลอรุ่นใหญ่ เซอร์แอนตันกับภรรยามีน้ำใจ เลี้ยงอาเธอร์ด้วยห่วงใยและเมตตา ส่วนกษัตริย์อูเธอร์ผู้เห่อเหิม นับวันเพิ่มความร้ายกาจพิฆาตฆ่า อาณาจักรล่มสลายไม่นำพา หายนะสู่ประชาน่าเศร้าใจ

เมื่อ กษัตริย์อาเธอร์เติบใหญ่ขึ้นมา เมอร์ลินก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาเสมอ กษัตริย์อาเธอร์เอาชนะศัตรูแห่งอังกฤษมาได้นับครั้งไม่ถ้วน เพราะอาศัยสติปัญญาอันฉลาดและเวทมนตร์วิเศษของพ่อมดเมอร์ลินคอยช่วยเหลือ เมื่อหมดสิ้นยุคสมัยของกษัตริย์อาเธอร์ พ่อมด]]เมอร์ลินก็หายสาบสูญไป บางตำนานเล่าว่า เมอร์ลินถูก เลดี้ ออฟ เดอะ เลค ผู้ซึ่งเป็นสตรีที่เขาหลงรัก ล่อลวงให้ไปสร้างเสาวิเศษ แล้วเธอก็ใช้เสาวิเศษนั้นจองจำมอร์ลินอยู่ที่นั่นไปชั่วนิรันดร์.(--Mr.Sear 19:59, 27 กรกฎาคม 2551 (ICT))

กำเนิดของเมอร์ลินนั้น บางตำนานกล่าวว่าเขาเป็นบุตรของปีศาจที่แอบลอบ มาสมสู่กับเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ทำให้เขามีอำนาจวิเศษ มีคาถา อาคมและหยั่งรู้ในเหตุการณ์อนาคต ต่อมาเขาได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ อูเธอร์ ซึ่งเป็นพระบิดาของอาร์เธอร์ เขาจึงมีหน้าที่อภิบาลอาร์เธอร์ในวัยเยาว์ และเมื่ออาร์เธอร์ได้เป็นกษัตริย์ เมอร์ลินก็มีบทบาทช่วยเหลือสนับสนุนมากมาย นับตั้งแต่ทำให้อาร์เธอร์ ได้ดาบเอ็กซคาลิเบอร์ มาเป็นอาวุธคู่กาย ช่วยจัดตั้งคณะอัศวินโต๊ะ กลมอันเกรียงไกร นอกจากนั้น ก็ยังได้ทำนายถึงความห้าวหาญยิ่งใหญ่ของยอดอัศวิน ลานสล็อต ทำนายถึงการแปร พักตร์ของราชินีกีนีเวียร์และอัศวินมอร์เดร็ด แต่แม้เมอร์ลิน จะมีพลังลึกลับเพียงใด เขาก็หยั่งรู้ถึงโชคชะตาอันมืดมนของตนเองดี หลังจากเขาได้ สอนมายากลบางส่วนแก่ มอร์แกน เลอ เฟย์ เจ้าหญิงผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของอาร์เธอร์ แล้ว เมอร์ลินก็ได้พาวิเวียนนางกำนัลคนหนึ่งของเลอเฟย์มาอยู่ด้วย และอบรมสั่ง สอนสาวน้อย วิเวียน ให้เรียนรู้เวทมนตร์คาถาจนหมดสิ้น แต่แล้ววิเวียนก็ได้ทรยศต่อพ่อมดเมอร์ลิน โดยใช้อาคมที่เขาสอนนั่นเองผูกมัดเขาไว้กับต้นไม้ (บางตำนานระบุว่าขังไว้ในถ้ำแก้ว) ทำให้เมอร์ลินตกอยู่ภายใต้มนต์ สะกดตลอดกาล

เมอร์ลินจะมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรือเป็นเพียงนิยาย ตำนานเล่าลือกันมา มีผู้วิเคราะห์วิจารณ์ ไว้ดังนี้ครับ

ชื่อ "เมอร์ลิน" ปรากฏเป็นหนแรกในบทนิพนธ์ของ จอฟฟรีย์ มอนเมาธ์ ซึ่งประพันธ์ ขึ้นในปี ค.ศ. 1136 เรื่อง "ประวัติ กษัตริย์ แห่งบริเทน"

ทว่าต่อมา เมื่อเขาเขียนขึ้นอีกเล่มหนึ่ง "ชีวิตของเมอร์ลิน" มอนเมาธ์กลับ นำเอานามแรกเริ่มเป็น ภาษาละติน "เมิร์ดดิน" มาใช้เป็นชื่อของพ่อมดที่มีบทบาทอยู่ในตำนานพื้น บ้าน ของชาวเวลส์หลายเรื่องในช่วงศตวรรษที่ 6 แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดก่อนมอนเมาธ์นำมา เขียนหลายร้อยปี จึงพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าเมิร์ดดินกับเมอร์ลินเป็นพ่อมดตนเดียวกัน หรือไม่

ล่วงมาถึง ปี ค.ศ. 1960 เอ.โอ.เอช. จาร์แมน เป็นนักประวัติศาสตร์คนแรก ที่เริ่มต้นค้นคว้าหากำเนิดที่แท้จริงของเมอร์ลิน เขาติดตามร่องรอยไปในแถบสกอตแลนด์ที่มีตำนานเล่าขานตั้งแต่ครั้งก่อนประวัติ ศาสตร์ ถึงเรื่องของ "คนป่า" ซึ่งไม่ปรากฏนาม เขาผู้นั้นถูกขับไล่ด้วยสาเหตุ บางอย่างให้มาอยู่ในป่าลึกและใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายในป่า ต่อมาคนป่าผู้นี้ก็ได้มีอำนาจพิเศษในการพยากรณ์อนาคต รวมทั้งได้รับการตั้งชื่อว่า "ลายโล เคน" เรื่องของเขาเชื่อมโยงกับ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่หกและเจ็ดของบริเทน ตอนเหนือ ตลอดจนถึงศตวรรษที่แปดและเก้าของแคว้นเวลส์ และช่วงนี้เองที่จาร์แมนระบุว่าชื่อของเขาได้เปลี่ยนไปเป็นเมิร์ดดิน ตรงกับที่มอนเมาธ์ได้ เคยรจนาไว้

โดยตำนานในอีกเวอร์ชั่น หนึ่งกล่าวถึงช่วงที่เมอร์ลินได้มาอยู่ ในราชสำนักไว้ดังนี้

กษัตริย์วอร์ติเกิร์นแห่ง เวลส์ประสงค์จะสร้างป้อมปราสาทแข็งแรงไว้ป้องกันศัตรู หากทว่าสิ่งก่อสร้างนั้นทุกคืนจะพังทลายลงมาอย่างลึกลับ เหล่าโหราจารย์ทูลว่า วิธีแก้ไขคือใช้โลหิตเด็กชายที่ไร้บิดามาหยดลงบนแท่ง หินก่อสร้าง เหล่าทหารได้ออกค้นหาและนำตัวเมอร์ลินมาเข้าเฝ้า เขาเป็นบุตรของเจ้าหญิงแห่งเวลส์แต่ไม่มีบิดา โดยเจ้าหญิงได้ชี้แจงว่าเธอนั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่คืนหนึ่งมีบุรุษทองคำลอบมาสมสู่และให้กำเนิดเด็กน้อยเมอร์ลิน ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์ เมอร์ลินได้ทูลต่อกษัตริย์ ว่า การที่ก่อสร้างไม่ สำเร็จนั้น เป็นเพราะภายใต้ป้อมปราสาทมีโพรงหินขนาดใหญ่ ภายในมีมังกรสองตัว ตัวหนึ่งสีแดง อีกตัวหนึ่งสีขาว มังกร ทั้งสองจะต่อสู้กันอย่างสุดฤทธิ์ทุกคืน ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนจนกำแพงที่ก่อสร้างไว้พังทลายลง เมื่อวอร์ติเกิร์นบัญชาให้ขุดดูก็พบว่าเป็นจริงตามคำของเด็กน้อย ซึ่งเมอร์ลินก็ได้ทูลเพิ่มเติมอีกว่า มังกรแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ บริเทน ส่วนมังกรขาวเป็นตัวแทนของเผ่าแซกซอนส์ และเมื่อเวลาผ่านไปมังกร ขาวจะมีชัยเหนือมังกรแดง ที่สำคัญคือเมอร์ลินได้ทำ นายถึง "การมาของอาร์เธอร์" ไว้ด้วย และนี่ก็คือต้นกำเนิด แรกสุดของตำนาน "อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม" ครับ

การที่เมอร์ลินมีอำนาจวิเศษหลายประการทำให้บางคน ถึงกับอ้างว่าเมอร์ลินนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างกองหินมโหฬาร "สโตนเฮนจ์" ซึ่ง โด่งดังไปทั่วโลก โดยขนย้ายแท่งหินยักษ์เหล่านี้มาจากภูเขาพรีเซลิในแคว้นเวลส์ แล้วก่อตั้งขึ้นในที่ราบซาลิสบิวรี่ มณฑลวิลท์ไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งแท้จริงแล้ว กองหินนี้เกิดขึ้นในช่วง 3,100-1,100 ปีก่อน ค.ศ. ก่อนหน้าการถือกำเนิดของเหล่าพ่อมดและอัศวินนับพันปี

Credit: Cammy @ dek-d.com

edit @ 6 Jun 2010 00:26:33 by Nut

Mystery Guy View my profile

Categories