ความจริงที่ถกเถียงกัน มานานหลายศตวรรษ จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช แห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ ผู้สถาปนาศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาทอลิก ภายหลังก็เกิดลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่แปลกแยกนิกายออกไปจากองค์ศาสนานิกายหลัก คือ โรมันคาทอลิก ความจริงนี้ ทำให้ชาวคริสต์ต่าง ๆ เชื่อในสิ่งที่คริสตจักรได้สั่งสอนกันมาอย่างยาวนานไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในบางครั้งคริสตจักรต้องต่อต้านเหล่าผู้ที่คัดค้านคำสอน คริสต์จักรได้ใช้วิธีการรุนแรงเพื่อพิทักษ์ปกป้องความเชื่อทางศาสนา


ในยุคกลางนั้น ศาสนาที่มีอิทธิพลมาก ที่สุดคือ คริสต์จักรโรมันนิกายโรมันคาทอลิก องค์สังฆราชหรือองค์พระสันตะปาปา เป็นผู้ปกครองคริสต์นิกายนี้ด้วย และก็ไม่ยอมให้แตกแนวออกไป ต่อมา ก็เกิดนิกายใหม่ คือ นิกาย โปรแตสแตนส์ ปัจจุบันก็มีผู้นับถือมากเช่นกัน ในช่วงแรกก่อตั้งนั้น มีการต่อต้านจากนิกายหลัก คือ โรมันคาทอลิคกับพยายามกล่าวหาว่าผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนส์ เป็นพวก “นอกรีต”


การกำจัด พวกนอกรีต ทำให้เกิดสงคราม ครูเสด ครั้งที่เรียกว่า “อัลไบเจนเซียนครูเสด(Albigensian Crusade)” เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1209 ครั้งนั้น พระสัตะปาปา อินโนเซนต์ที่ 3 ผู้ทรงอิทธิพล สั่งเหล่านักรบครูเสด ทำการกวาดล้าง ชาวเมือง อัลไบ (Albi) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แคว้น อากุยแตน เพราะชาวบ้านเหล่านี้เชื่อในศาสนาที่แยกออกไป ชาวอัลไบเจนเซียน เหล่านี้ก็เป็น่ชาวคริสต์เช่นกัน แต่มีความเชื่อในศาสนานิกายที่เกิดขึ้นใหม่ ขณะนั้นเรียกว่า คาธาร์ส (Cathers) มีคำสอนที่ผิดแผกออกไปจากนิกายโรมันคาทอลิก จนถึงปฏิเสธ ความเชื่อในแบบคาทอลิค ด้วย


คำว่า ครูเสด หมายถึง สงครามที่พวกคริสเตียนได้กระทำต่อมุสลิม เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1099 เป็นต้นมา เป็นเวลา 150 ปี เพื่อกู้ศาสนาต่าง ๆ ของคริสต์จักร ที่เมือง เบธเลเฮม และเยรูซาเลม โดยมีพวกที่มีเครื่องหมายกางเขนติดไว้ ครูเสด แปลว่า ติดด้วยเครื่องหมายกางเขน จะเป็นที่อกหรือที่ใดก็ตาม ต่อมาใช้หมายถึงสงคราม ทั่ว ๆ ไปที่พวกคริสต์ต่อต้านพวกนอกศาสนา ตามแต่ สังฆนายก (bishop)ของโรมันจะบัญชาว่าเป็นศัตรูของคริสต์จักร


ชาวนิยาย คาธาร์ส เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีจิตวิญญาณสิงสู่ทั้งด้านดีและด้านร้าย แม้แต่พระเจ้าผู้สร้างโลก หรือพระเยซู เช่น มีความโลภ ในการปล่อยน้ำท่วมโลก ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้นิกายคาธาร์ส มีพิธีกรรมทีสังเวยทั้งความดีและความชั่วคู่กัน มีทั้งเทพเจ้าที่ดีและเทพเจ้าที่ร้าย แบบลัทธิ “เพกัน”


ทำให้พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ถือโอกาสผู้ที่นับถือนิกาย คาธาร์ส ทั้งหมดนี้เป็นพวกนอกรีต เป็นอันตรายต่อศาสนา จึงต้องถูกกำจัดและกวาดล้าง ทำสงครามครูเสดขึ้น ถึงกับฆ่าล้างเผ่าพันธ์กันเลยทีเดียว แม้กระทั่งผู้หญิง เด็ก และคนแก่


การกวาดล้าง ของ นิกายโรมันคาทอลิคนั้น รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งอิทธิพลและความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงอำนาจการปกครองบ้านเมือง หรือสถาบันกษัตริย์ และขุนนางอีกด้วย ศาสนจักรมีกองทัพนักรบเป็นของตนเอง


ภายหลัง จากสงครามครูเสด ผ่านพ้นไป อำนาจของศาสนจักรก็ยิ่งเพิ่มพูน เข้มแข็งขึ้น ไม่มีผู้ใดกล้าต่อรองแม้แต่กษัตริย์ หรือผ่ายการเมืองการปกครองก็ตาม ทำให้คริสจักรมีอำนาจ เป็นเวลาหลายศตวรรษ คริสตจักรโรมันคาทอลิกที่กระทำต่อกลุ่มคนหนึ่งจนเป็นปริศนาท้าทายการสืบค้นมาจนทุกวันนี้ คือการกำจัดเหล่าอัศวินนักรบ จากสงครามครูเสด ที่เรียกตนเองกว่า “ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar)” หรือในนาม อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน (Knights of Temple of Solomon)” กลุ่มคนเหล่านี้เกิดขึ้น หลังจากชัยชนะในสงครามครูเสด ครั้งแรกใน ค.ศ. 1099 และแตกกระจายออกไปทั่วยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส อัศวินกลุ่มนี้แตกขยายเครือข่ายและเติบโตสร้างอิทธิพลมากขึ้น ๆ ไม่เพียงแค่อิทธิพลเท่านั้น พวกเขามีทรัพย์สินเงินทอง จนเป็นเศรษฐีด้วยเช่นกัน จนกลายเป็นนายทุนให้กับเหล่า เจ้าชาย ขุนนาง นักปกครอง แม้แต่กษัตริย์ บางพระองค์ยังต้องรับการช่วยเหลือทางการเงินจากอัศวินกลุ่มนี้ จนทำให้เกิด ระบบ “ธนาคาร” ขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรป
สิ่งที่เป็นปริศนาคือ อัศวินไนต์ เทปปลาร์ เหล่านี้ร่ำมรวยขึ้นมาได้อย่างไร? สมาชิกเหล่านี้ไม่ปรากฏว่าสืบเชื้อสายจากวงศืตระกูลเศรษฐีมาก่อน จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า พวกเขาพบสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงชีวิตหลังจาก ชนะสงครามครูเสด และเข้ายึด กรุงเยรูซาเลมมาจากชาวมุสลิมได้ จนทำให้มีอำนาจการต่อรองกับคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทำให้อัศวินกลุ่มนี้มีสิทธิพิเศษ มากมาย


แต่ในปี 1307 ฝ่ายคริสตจักรได้ร่วมมือกับฝ่ายปกครองได้วางแผนการกำจัดเหล่าอัศวินกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก และไม่ต้องการให้อัศวินกลุ่มนี้ใช้ “บางสิ่งบางอย่าง” ต่อรองกับคริสต์จักร เหล่า อัศวินนักรบ (Knights templar) ถูกวางแผนให้กำจัดหมดสิ้นทั่วแผ่นดิน โดยอ้างว่า มีความเป็นภัยต่อคริสต์ศาสนา


จุดเริ่มมาจาก อัศวิน 9 คน ที่ถูกเรียกว่า “อัศวินผู้ยากไร้แห่งพระไครส์ และวิหารแห่งโซโลมอน” ต่อมาเรียกว่า ไนต์ส เทมปลาร์ ของวิหารโซโลมอน ในเวลานั้น เป็นสุเหร่า อัล-อักซา (Al-Aqsa Mosque) และใกล้กับโดมศิลา ที่ชาวมุสลิมยึดครองเยรูซาเลมได้ ปัจจุบันคือ Temple Mount


เมื่อเกิดสงครามครูเสด ครั้งแรกใน ค.ศ. 1099 ก็เกิดสงครามครูเสดไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง และไม่เพียงความขัดแย้งของมุสลิมเท่านั้น แต่ชาวคริสต์ก็ขัดแย้งด้วยกัน เนื่องจากที่ที่เป็นสถานที่กำเนิดศาสนา


ตอนที่ชาวมุสลิมยึดครองอยู่นั้น ชาวมุสลิมได้ทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ที่ฝังพระศพพระเยซู ซึ่งต่อมาพระองค์ฟื้นคืนชีพและเสด็จสู่สวรรค์


วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระมารดาของจักรพรรดิ คอนสแตนติน มหาราช การกระทำเช่นนี้ทำให้เป็นการจุดไฟสงครามต่อชาวคริสต์อย่างมาก จนกระทั่งชาวคริสต์สามารถบุกยึดครองเยรูซาเลมได้สำเร็จ เป็นอาณาจักรคริสเตียนลาติน กษัตริย์ผู้ปกครององค์แรกคือ กอดเฟรย์ แห่ง บูวียอง (Godfrey of Bouillon) แต่ก็ไม่นานพระสิ้นพระชนม์ ผู้สืบต่อมาเป็น บาลด์วิน ที่ 1 (Baldwin I) มีการจัดตั้งทหารเพื่อดูแลรักแสวงบุญชาวคริสต์ คือ ไนต์ส ฮอสพิทอลเลอร์ (Knights Hospitaller) หรือ อัศวินผู้อภิบาล และอัศวินกลุ่มนี้ จัดตั้ง โรงพยาบาลเซนต์จอห์น (Saint John Hostpital)


เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฮิวก์ส แห่งปายองส์ ก็กลับบ้าน ไปยัง แค้วน เชมเปญ ในฝรั่งเศส ฮิวก์ส เป็นผู้ร่วมการออกรบในกองทัพของ กอดเฟรย์ แห่ง บูวียอง เมื่อเขาเดินทางมาเยรูซาเลมอีกครั้ง ใน ค.ศ. 1108 เพื่อรวบรวมข้อมูลบางอย่าง แล้วกลับฝรั่งเศส ต่อมา เขาก็กลับมาเยรูซาเลมอีกครั้ง พร้อมกับ อัศวิน อีก 8 คน เข้าเฝ้ากษัตริย์บาลด์วินที่ 1 เพื่อของตั้งกลุ่มนักรบ เพื่อปกป้องศาสนา พวกเขาพำนักอยู่ใกล้กับ สุเหร่า อัลอักซา ซึ่งที่เดิมคือ วิหารโซโลมอน ที่ชาวมุสลิมสร้างทับไว้ ซึ่งวิหาร ถูกทำลายไป 3 ครั้ง ใน 2 ครั้งถูกชาวบาบิโลน ทำลาย เข้ามาครอบครองเยรูซาเลม ครั้งที่ 3 ถูกชาวโรมันสร้างวิหารใหม่ชื่อว่า วิหารเฮรอด จนกระทั่งชาวมุสลิมเข้ามายึดเยรูซาเลม ในช่วง ศตวรรษที่ 7 แล้วสร้างสุเหร่า อัลอักซา มาจนทุกวันนี้


ภารกิจของอัศวินผู้ยากไร้ เนื่องจาก การใช้ชีวิตแบบสมถะ ไม่มีเงินทอง พวกเขากิน นอนตามวิหาร อยู่ด้วยขนมปัง และไวน์ จากการบริจาคของชาวบ้าน มีสภาพมอมแมม ภารกิจที่แน่ชัดไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ภารกิจทั่วไปคือ ช่วยเหลือเหล่าผู้แสวงบุญ เท่านั้น


การขยายอำนาจของ อัศวินแห่งโซโลมอน มีสมาชิก 2 คนกลับฝรั่งเศสไปก่อน พวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก พระนักบวชที่มีเชื่อเสียงรูปหนึ่ง ชื่อ แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว (Bernard of Clairvaux) และ ฮิวก์ส ก็กลับฝรั่งเศสตามมา แบร์นาร์ด มีชื่อเสียงและอิทธิพลมาก มีมิตรสหายมากมาย ทั้ง ฝ่ายปกครอง ขุนนาง พระระดับสูงในคริสตจักรโรมันคาทอลิก รวมถึงพระสันตปาปา


แบร์นาร์ด ได้สนับสนุนกลุ่มอัศวิน ทำให้อัศวินกลุ่มนี้มีอิทธิพล และฝ่ายคริสตจักรก็ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้ถนัดไปด้วย ใน ค.ศ. 1128 ก็สนับสนุนกลุ่มอัศวินอย่างเป็นทางการ ต่อมา กลุ่มอัศวินก็มีชื่อเสียงกระจายทั่วฝรั่งเศสถึง อังกฤษ


นานมาแล้ว แมรี แมคกาลีน ถูกพระเยซูช่วบเหลือจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ ต่อมาก็พักอาศัยอยู่กับ มารี พระมารดาของพระเยซู จนกระทั่งพระองค์ถูกตรึงกางเขน




เส้นทางนักบวชของ แบร์นาร์ด ท่านได้เดินทางไปที่ ชาติยอง (Chatillon) ตอนใต้ของปารีส ท่านได้พบกับรูปเคารพ พระแม่มารี แต่ มีลักษณะสีดำ เรียกว่า มาดอนนา ดำ (Black madonna) การที่มีสีดำนี้ อาจเกิดจากกาลเวลาหรือ ควันของเทียนที่ใช้บูชา แต่มีกลุ่มเชื่อว่าเป็น ปาฏิหาริย์ มาดอนนา ดำ นี้ไม่ได้หมายถึง พระแม่ มารี แต่หมายถึง มารี แมคดาลิน และต่อมาก็เคารพกันอย่างแพร่หลาย ทำให้แบร์นาร์ด เข้ามาเส้นทางของศาสนา ตามประวัติ ท่านได้เลิกล้มการเป็นอัศวิน(ไม่เกี่ยวกับศาสนา)อย่างบิดา ต่อมาก็พยายามหาความจริงที่ซ่อนเร้นของมาดอนนา ดำอย่างจริงจัง ท่านจึงเข้ามาอยู่ในวงการพระศาสนานั่นเอง


ไพรเออรี ออฟ ไซออน หรือ นักบวชแห่งไซออน สมาคมลับแห่งยุโรป เป็นสมาคมหนึ่งที่ดังที่สุดที่เกิดขึ้น จากกลุ่ม ไนท์ เทมปลาร์
ยังมีการถกเถียงกันว่า


ก่อตั้งครั้งแรกที่ใด บ้างก็ว่า เป็นชื่อ ภูเขา แห่งไซออน ในเยรูซาเลม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของศาสนาคริสต์ บ้างก็ว่า เมือง ไซออน ในสวิตเซอร์แลนด์ หรือไม่ก็เมือง ซีออง – วอเดมองต์ ในฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสามแห่งปรากฏในเองสารของกลุ่มไพรเออรี ออฟไซออน แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า กำเนิดที่ ภูเขาไซออน ในเยรูซาเลม


จากการค้นคว้า ผู้ก่อตั้ง โดย กอดเฟรย์ แห่ง บูวียอง กษัตริย์พระองค์แรกของเยรูซาเลม เมื่อปี ค.ศ. 1090 หลังจากขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้ก่อสร้าง อารามแห่งท่านผู้หญิง บริเวณภูเขาแห่งไซออน หนังสือบางเล่มเรียกว่า อารามแห่งโนเตรอ ดาม ณ ภูเขา ไซออน


กอดเฟรย์ แห่งบูวียอง เกิดในตระกูลขุนนาง ตอนเหนือของฝรั่งเศส ปัจจุบันอยู่ในจังหวัด เซมเบิร์ก ประเทศเบลเยียม เคยเป็นแม่ทัพของ เฮนี่ ที่ 4 (Henry IV) กษัตริย์เยอร์มัน กอดเฟรย์ อาสานำกองทัพออกรบในสงครามครูเสด ยึดกรุงเยรูซาเลมได้สำเร็จ


แต่ทว่า ไพรเออรี ออฟไซออน นี้ ก่อตั้งนานกว่า สมัยของกอดเฟรย์ โดย โจนาธาน แวนกิน และ จอห์น วาเลน นักค้นคว้า ได้กล่าวว่า ตั้งขึ้นช่วง ค.ศ. 1070 โดยพระกลุ่มหนึ่งใน คาราเบเรีย ในอิตาลี ได้พยายามรวมลัทฑินอกรีต เข้ากับ ศาสนาคริสต์ ตอนนั้นนักบวชในอิตาลี ตั้งเป็นสมาคม ชื่อ ออร์เดอร์ ออฟ ไซออน (Order of sion) ต่อมาสมาคมแห่งนี้รวมเข้ากับ กอดเฟรย์ และก่อตั้งอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1099 ใช้ชื่อ ไพรเออรี ออฟไซออน กลุ่มนี้มีความสัมพันธุ์ เคาน์แห่ง เชมเปญ และ แบร์นาร์ด ด้วยเช่นกัน


วัตถุประสงค์และภารกิจ เป็นเรื่องของ สตรีกับศาสนาคริสต์ กลุ่มนี้มี สัญลักษณ์คือ กลีบดอกไม้ ที่คู่กับสตรี และเรื่องราวของสตรีผู้พิทักษ์สายพระโลหิตของพระเยซู จากสถานที่อ้างอิงคือ เรนน์ เลอ ชาโต (Rennes le Chateau) เป็นปราสาท สร้างราวศตวรรษที่ 11 อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เทือกเขา พิเรนิส ใกล้กับเมือง คาร์คาสซองเน
มีโบสถ์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในปราสาท เรียกกว่า โบสถ์แห่งเมรี แมคดาลีน มีการบูชา แมรี แมคดาลีน มีการทำรหัสนัยอยู่มากมายเพื่อปกปิด ความลับการบูชาสตรีที่มีคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาพระเยซู


กษัตริย์อาเธอร์ กับเรื่องเกี่ยวกับแมรี แมคดาลีน คือ เกรล (Grail) หรือ จอกศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้เคยปรากฏกับ กษัตริย์อาเธอร์ และอัศวินโต๊ะกลม ค้นหา จอกศักดิ์สิทธิ์ ตามเรื่อง ว่าถูกรักษาโดย กษัตริย์ตกปลา (The Fisher king) คือ โยเซฟ แห่ง อะริมาเธีย ตามคัมภีย์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาใหม่ ตามบันทึก เขาขอร้องให้เชิญศพพระเยซู ลงจากไม้กางเขน และเก็บไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก่อนที่พระเยซูจะฟื้นคืนชีพและเสด็จกลับสรวงสวรรค์


จากการค้นคว้า นักค้นคว้า 3 คนชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์, ริชาร์ต ลีห์, และ เอนรี ลินคอล์น พวกเขาเชื่อว่า จอกศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จอกเหล้า แต่เป็นสัญลัษณ์แทน สายโลหิตศํกดิ์สิทธิ์ คือ ครรภ์มารดา จากคำว่า Grail ในภาษาฝรั่งเศส เขียนว่า Sangraal หรือ Sangreal เป็นรหัสนัย เขียนติดกันจะไม่ให้ความหมาย แต่แยกเป็น 2 คน คือ San graal หมายถึง จอกศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเปลี่ยนวรรค Sang raal จะหมายความว่า Royal Blood หรือสายเลือกกษัตริย์


ตีความกษัตริย์ ตกปลา โดยนักค้นคว้า ลอเรนซ์ การ์ดเนอร์ Fisher King ในโบราณใช้เรียกพวกนักบวช ว่า คนตกปลา ปละคณะนักบวชผู้ติดตามว่า เหล่าคนปลา และผู้รับศีล เรียกว่า ฝูงปลา พระเยซูเมื่อสั่งสอนประชาชน ก็ถูกเรียกว่า คนตกปลาด้วยเช่นกัน ต่อมามีการยกย่องพระองค์ ขึ้นเป็น พระไครส์ต (Christ)ในความหมายกรีก หมายถึง กษัตริย์ และเรียกว่า Jesus Christ หมายถึง กษัตริย์เยซู นั่นเอง


พระเยซู สืบเชื้อสาย จาก กษัตริย์เดวิด ผ่านมาทาง กษัตริย์ โซโลมอน และ กษัตริย์ เบจามิน ซึ่งมาจากคำว่า กษัตริย์ตกปลา หรือกษัตริย์นักบวชนั่นเอง (เนื้อเรื่องเท่าที่ทราบมีเพียงเท่านี้ แม้จะน้อยเกินไปก็ตาม)


ส่วนแมคดาลิน เป็นชาว แมคดาลา หมายถึง หอคอยใน อิสราเอล เชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของ แมคดาลิน แต่นักประวัติศาสตร์บางกลุ่ม เชื่อว่า มาจากอีกหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า แมกดาลา นูนัยยา แปลว่า แมกดาลาแห่งฝูงปลา เรื่องของกษัตริย์ตกปลาอาจเกี่ยวพันกับบ้านเกิดของ แมรี แมคดาลิน เรื่องราวต่าง ๆ ในยุคสมัยนั้นมีความเชื่อเรื่อง จอกศักดิ์สิทธิ์ หรือสายเลือดกษัตริย์


เหตุใด จึงมีความเชื่อเรื่อง แมรี แมดดาลีน คือ มารดาอู้มครรภ์เชื้อสายโลหิตของพระเยซู ทั้ง ๆ ที่ในไบเบิล มีการกล่าวถึง แมรี แมคดาลีนเป็น หญิงชั่ว ทั้ง ลูกา มัทธิว และ มาระโก แต่นักสืบค้นเชื่อว่าถูกบิดเบือน แมคดาลีนเป็นผู้หญิงคนเดียวในจำนวนสาวกทั้งหมด ซึ่งอาจมี 14 ไม่ใช่ 13


เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปริศนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในไบเบิล สิ่งที่แมคดาลีน กล่าวตรงกันในพฤติกรรมของ แมรีแมคดาลีน กระทำต่อพระเยซู ตั้งแต่การล้างพระบาทด้วยการชโลมน้ำหอมและการสยายผมเช็ดพระบาท หรือแม้แต่ การเทน้ำหอมลงบนพระเศียร สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงสัญลักษณ์บางอย่าง พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้บางคนว่า ไม่เหมาะสมที่จะเขียนในไบเบิล หากมีการสมรสเกิดขึ้นจริง ระหว่างพระเยซู และแมรี แมคดาลีน ก่อนหน้านั้น ก็เท่ากับเป็น ภรรยาที่ปฏิบัติต่อสามี




ข้อสังเกตว่า จากกฎหมายยุคโบราณของชาวยิวนั้น หญิงชาวยิวจะไม่สยายผมในที่สาธาระณะ และไม่สยายผมต่อหน้าผู้อื่นที่ไม่ใช่สามีของตน
ดร.มอร์ตัน สมิธ ศาสตราจารย์ทางด้านโบราณคดี มหาวิทยาโคลัมเบีย ได้พบจดหมายที่ห้องสมุดของโบสถ์ที่ มาร์ซาบา ใกล้กับวิหารเยรูซาเลม จดหมายฉบับนั้นเขียนขึ้นใน ศตวรรษที่ 2 โดย คลีเมนต์แห่งอล็กซานเดรีย พระนักบวชส่งถึงเพื่อน กล่าวถึง บันทึกของมาระโก ศิษย์ท่านหนึ่งของพระเยซู แต่บทบันทึกนี้ไม่ได้ถูกกล่าวในไบเบิล ตอนพระเยซู เสด็จไปเพื่อให้ ลาซารัส ฟื้นขึ้นจากความตายนั้น มีตอนหนึ่ง “และพี่สาวของชายหนุ่มที่พระเยซูทรงรัก” เป็น พี่สาวที่พระเยซูทรงรัก ไม่ใช่ ชายหนุ่มที่พระเยซูทรงรัก ชายหนุ่มนั้นคือ ลาซารัส และพี่สายผู้นั้นคือ แมรี ถอดความได้ว่า




มีผู้ตั้งทฤษฏี สรุปว่า แมรี ดาลีน เป็นผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด และเป็นสตรีคนเดียวในกลุ่ม ปรนนิบัติพระองค์อย่างใกล้ชิดด้วย กลายเป็นที่โปรดปราน มากกว่าปีเตอร์ ที่พระองค์ได้หวังสืบทอดภารกิจหลังจากพระองค์ไม่อยู่แล้ว ทำให้ปีเตอร์ ถูกตรึงกางเขนประหารชีวิต แต่ต่อมาชาวโรมันยอมรับในศาสนาคริสต์ และสถาปนานิกายโรมันคาทอลิก ปีเตอร์ท่านนี้ ก็กลายเป็น สังฆราชองค์แรกที่ยกย่อง แม้ตัวท่านจะสิ้นไปแล้ว และพยายามให้ แมรีแมคดาลีน กลายเป็น หญิงโสเภณี เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ จากผู้ที่บูชาความเป็นสตรีผู้เดียวที่ติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิด


จากเอกสารลับที่พบในหอสมุดปารีส กล่าวถึงรายนามผู้นำกลุ่ม ไพรเออร์รี่ ออฟ ไซออฟ ตามบันทึกที่เชื่อถือกันมากที่สุด


ก่อตั้งโดย กอด เฟรย์แห่ง บูวียอง หลังจากฝ่ายคริสต์เข้ายึดเยรูซาเลมได้ในสงครามครูเสด ปี 1099เมื่อ กอด เฟรย์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเยรูซาเลม ขึ้นที่ภูเขา ไซออน ในช่วงแรก ๆ นั้น กลุ่มไพรเออร์รี่ ออฟ ไซออน กับกลุ่ม อัศวินนักรบ (Knights templar) ยังคงแยกกันไม่ออก ตามเอกสารลับของสมาคม ผู้นำของอัศวินนักรบ ก็ได้เป็นผู้นำของไพรเออร์รี่ออฟ ไซออน ครั้งแรกใน ค.ศ. 1118 จึงคัดเลือกผู้นำ กลุ่ม “Grand master” ผู้นำคนแรกจึงเป็น “ฮิวก์ส แห่ง ปายองส์ ปี 1118-1130


ภายหลังมีการแบ่งแยกสมาชิกออกกันอย่างเด็ดขาด จึงมคีการเลือกผู้นำขึ้นในสายใหม่ของไพรเออร์รี่ ออฟ ไซออน ต่อมา และผู้นำ ที่มีชื่อเสียง และหลายคนรู้จักกันดี


ผู้นำคนที่ 14 นิโคลัส แฟรมเมล (1398-1418) นักเล่นแร่แปรธาตุ ไปดูแฮร์รี่พอตเตอร์ ตอนสุดท้ายของผมครับ


คนที่ 16 ซานโดร ฟิลิเป บอตติเชลลี (1483-1510) ศิลปินนักวาดภาพ


คนที่ 17 ลีโอนาร์โด ดาวินชี (1510-1519) ศิลปิน นักประดิษฐ์และนักคิด,นักเขียน,นักวิทยาศาสตร์, นักชีววิทยา,สถาปนิก,นักดนตรี,ที่ปรึกษาทางการทหาร,นักออกแบบ,ผู้กำกับการแสดง, นักเล่านิทาน, นักชันสูตรพลิกศพ(อันนี้สมัยนั้นยังไม่มีแต่ก็คงจะใช่ที่เขาวาดอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์)


คนที่ 20 มิเชล เดอ นอสตราดามุส (1556-1566) นายแพทย์ และ นักพยากรณ์ชื่อดัง (ชื่อนี้ ไม่มีในหนังสือ ดาวินชี โค้ด)


คนที่ 26 เซอร์ ไอแซกนิวตัน (1691-1727) นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง


คนที่ 31 วิกเตอร์ อูโก (1844-1885) นักประพันธ์ ชื่อดัง


คนที่ 32 คลอด เดบุชชี (1885-1918) คีตกร เอกของโลกถ้าใครชอบดนตรีที่ต้องขึ้นบันไดฟังจะรู้จัก จำพวก บีโธเฟน หรือ บาค , โชแปง ทำนองนั้นนะครับ


ดาว 5 แฉก นี้ปรากฏมากมายทั่วดินแดน ตะวันตกและตะวันออกกลาง บางแห่งเรียกว่า เงื่อนปมไม่รู้จบ (Endless Knot) บางแห่งเรียกว่า ดาวแห่งโซโลมอนเชื่อกันว่าสามารถปกป้องรักษาตนเองจากสิ่ง ่ชั่วร้าย แต่ในสมัยหนึ่งสัญลักษณ์นี้ถูกกล่าวหาว่า เป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ ที่พวกพ่อมดหมอผี ใช้ในการเรียกวิญญาณชั่วร้าย แต่สิ่งที่ อัศวินนักรบ ค้นพบเป็นวิทยาศาสตร์ ยารักษาโรคที่สูญหายไปนาน เรียกกันว่า “ยาอายุวัฒนะ” ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลให้หายได้ และฟื้นคืนกำลังอย่างรวดเร็ว จากการเล่นแร่แปรธาตุ


แต่ในสมัยกลางของยุโรป กลับเรียกผู้ที่มีความรู้ในการปรุงยา และนักเล่นแร่แปรธาตุ นี้ว่า “พ่อมด” หรือ “แม่มด”จนป้ายสีพวกเหล่านี้เป็นผู้ใช้ไสยเวทย์หรือมนต์ดำ และเป็นสาวกของวิญญาณชั่วร้ายหรือ ซาตาน


รูปเคารพบูชา ของ อัศวินนักรบ คือ บาโฟเมต (Baphomet) คือเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ แต่ในคริสตจักรกล่าวหาว่าเป็นลัทธินอกรีต


บาโฟเมต มีศีรษะเป็นแพะที่มีเขางอกออกมา 2 ข้าง ของแพะในโบราณเป็นสัตว์ที่ให้นมเป็นอาหารของมนุษย์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์


การค้นพบกลุ่ม อัศวินนักรบ นิยมใช้ อักาะ แอตบาซ เป็นรหัสนัยเพื่อปกปิดความลับให้เป็นปริศนา เป็นอักษรแบบเล่นคำ ที่ชาวเฮบรูว์ โบราณใช้กัน


เมื่อนำอักษร Baphomet มาเทียบตามหลักการของอักษรแอตแบช จะได้คำว่า “Sofia” ในภาษากรีกแปลว่า สติปัญญา หรือความเฉลียวฉลาด รวมทั้งความสมบูรณ์พูนสุข และชีวิตที่ยืนยาวด้วย


ภายหลังมีการกล่าวหาว่ากลุ่มอัศวินนักรบ เป็นกลุ่มศาสนานอกรีต และบูชา ซาตาน การบูชา บาโฟเมต นี้เอง ทำให้คริสตจักรสร้างเรื่อง ว่าบูชา ซาตาน โดยใช้รูปสัญลักษณ์หัวแพะ เป็นภาพเดียวกับซาตาน และมีพิธีกรรมประหลาด จึงทำให้เชื่อกันได้ง่ายต่อสายตาของประชาชนผู้ไม่ทราบความจริง




เคยมีคนถามในบอร์ดผมว่า ไสยศาสตร์กับ วิทยาศาสตร์ต่างกันอย่างไร อันที่จริงดูเหมือนต่างแต่มันก็ต่างกันในแบบเหมือนกัน ฟังแล้วงง แฮะ เช่นเดียวกับ สิ่งต่าง ๆ มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด มี ขั้วบวก ก็ต้องมี ขั้วลบ อะไรประมาณนั้นนะ อันที่จริงมันเป็น “ตรรกะ“
บางครั้งเรามองไปข้างหน้า เรามักจะเห็นอดีต” ฟังเหมือนปรัชญา แต่มันไม่ใช่ปรัชญา สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว จากที่ไหน? เมื่อไหร่? ก็มีหลักวิธีอธิบายได้ทั้ง 2 อย่าง เป็น “ตรรกะ" ขอ งโลก มี 2 ด้านเสมอ


แต่ ทั้งสองมีพื้นฐานมาจากที่เดียวกัน คือ ความเชื่อ เท่านั้น ที่ผู้ใดจะทำให้เชื่อตามฝ่ายนั้นได้มากกว่า มีสัดส่วน น้ำหนัก และแนวความคิดนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งนั้น ก็อาจกลายเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้


มาดูเชื้อสาย ศักดิ์สิทธิ์กันต่อ แล้วแมคดาลีน หนีไปไหน กันครับ


ที่ไบเบิลกล่าวว่า พระเยซูทรงช่วยนางให้รอดพ้นจากการถูกรุมขว้างด้วยก้อนหิน ซึ่งผู้ค้นทฤษฏี ความรู้ใหม่ เชื่อว่า นางคือ ชายาหนึ่งเดียวของพระเยซู


ผู้อุ้มครรภ์สายโลหิต พระองค์ฝ่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาจนถึง สเปน ตอนนั้นเป็นของชาว วิซิกอต (Visigoth) จนกระทั่ง สายเลือกพระเยซูได้สมรสกับคนในราชวง เมโรแวงเจียง (Merovingian) กษัตริย์ของชาวแฟรงค์ ที่ แผ่อิทธิพลมายังเยอรมัน และก่อตั้งชึ้นในศตวรรษที่ 5 ปัจจุบันเป็นชาวฝรั่งเศส ข้อมูลนี้ พบที่ เรนน์ เลอ ซาโต ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ใกล้เทือกเขา พิเรนิส มีบันทึกบนแผ่นหนัง ใต้เสาหินโบราณ พบโดย นักบวชชื่อ เบแรงเกอร์ โซนิแยร์ (Berenger sauniere)สถานที่แห่งนี้เป็นที่ครอบครองของ ไนต์ส เทมปลาร์ หรือสมาชิก ไพรเออรี ออฟไซออน


ทายาท เมโรแวงเจียงที่เหลือรอด


ตามประวัติศาสตร์ ราชวงค์เมโรแวงเจียง สิ้นลงที่ ซิลเดริดที่ 3 จากแผ่นบันทึก โซนิแยร์ พบที่เรนน์ เลอ ซาโต มีการกล่าวถึงทายาที่เหลือรอด ประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ถูกปลงพระชนม์ พร้อมกับ บิดาไปแล้ว แต่ในบันทึก กล่าวว่า ซิเบแบร์ต ที่ 4 หลบหนีมาได้


รายละเอียดนี้ โซนิแยร์ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนี้ แต่ถูกถ่ายทอดในเอกสารอีกชุดหนึ่ง โดย โซนิแยร์ นำแผ่นหนังไปให้นักถอดรหัส เอมีย์ ฮอฟเฟต์ ในปารีส และโซนิแยร์ได้เก็บไว้เป็นความลับ เมื่อเสียชีวิต เอกสารนี้ ได้ตกอยู่กับแม่บ้านชื่อ แมรี เดนาร์โนด์ ต่อมาถูกขาย ให้กับ สมาคมค้าหนังสือโบราณนานาชาติ (International League of Antiquarian Booksellers) ในอังกฤษ และเอกสารนี้ได้ถูกทำขึ้นหลายฉบับ ชุดหนึ่งเป็นของ มาริอุส ฟาแตง เจ้าของเรนน์ เลอ ชาโต คนใหม่ เป็นสมาชิกของ สมาคม ฟรีมาสันรี
 
 
 
 
 
ที่มา http://thenaturalofrevenge.blogspot.com/2011/08/priory-of-sion.html

Comment

Comment:

Tweet

Mystery Guy View my profile