เพิ่งจะนั่งดู กัปตัน อเมริกา จบไปเมื่อครู่ก็อดจะนึกไม่ได้ว่า นี่เป็นอีกครั้งแล้วที่อเมริกาสร้างหนังเกี่ยวกับตัวร้ายที่เป็น นาซี เยอรมัน และวนเวียนอยู่กับเรื่องการตามหาพลังศักดิ์สิทธิ์จากสิ่งเหนือธรรมชาติ ก่อนหน้านี้เมื่อราว 20 ปีที่ผ่านมา ฮอลลีวู้ดได้ส่ง อินเดียน่า โจนส์ ให้รับหน้าที่ในการดับฝันเหล่านาซีและฮิตเลอร์ในเรื่องการตามหาซูเปอร์พลังที่จะทำให้นาซีครองโลกมาแล้ว
      
แต่คำถามสำหรับนักดูหนังย่อมมีอยู่แน่ โดยเฉพาะเรื่องของฮิตเลอร์ และนาซี ที่หมกมุ่นกับเรื่องการตามหาพลังงานเหนือธรรมชาติในโลก สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
      
คำตอบก็คือ จริงครับ มีหลักฐานมากมายว่า “ไฮนริค ฮิมเลอร์” เจ้าพ่อหน่วย SS ที่เป็นหน่วยสืบราชการลับของพวกนาซี ได้รับการมอบหมายจากท่านผู้นำของเขาให้ส่งคนตามหาที่มาแห่งพลังดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอำนาจที่มาจากพระเยซูคริสต์ตามที่พระคัมภีร์ฉบับเก่าได้รจนาเอาไว้ ในต้นเรื่องของ กัปตัน อเมริกา ที่ เรดสกัล เจ้าพ่อหน่วยไฮดร้าบุกไปนอร์เวยเพื่อตามหาหินศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของแอสการ์ดนั้น ในประวัติศาสตร์จริงก็มีครับ เพราะ ฮิตเลอร์และฮิมเลอร์วางแคมเปญให้กับหนุ่มๆ และเด็กๆ ในเยอรมันเชื่อว่า พวกเขาคือชาวนอร์ดิก อารยัน และสิ่งของที่เป็นของที่ควรสืบทอดในเผ่าของพวกเขาและถูกพวกคริสเตียนแย่งเอาไปซ่อนไว้ตามที่ต่างๆ นั้นต้องถูกนำมาคืนในที่ๆ เหมาะสมในเยอรมัน การตามล่าผลงานทางประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุและศิลปะที่เป็นของพวกนอร์ดิก อาร์ยัน จึงเกิดขึ้นจริง วัตถุโบราณทางศาสนาโบราณเหล่านี้ถูกนำไปรวมไว้ที่เนิร์นแบร์ก ในเยอรมันในเวลาต่อมา…จะมีหินศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องนี้แหล่ะครับที่ฮิตเลอร์ไม่ได้ไป และโดนเจ้า เรดสกัล แฮปไปสร้างกองทัพของตัวเอง
      
ตามประวัติศาสตร์นั้นมี 3 ภารกิจหลักที่ฮิมเลอร์ได้รับเกี่ยวกับตามหาสิ่งศักดิสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซูก็คือ หีบศักดิ์สิทธิที่จารึกบัญญัติ 10 ประการ (The Ark of Covenant) อย่างที่สองก็คือ “หอกลองกินุส” (Spear Of Destiny) ซึ่งเป็นหอกที่ทหารโรมันแทงพระองค์เชื่อเช็คว่าตายแล้วหรือยัง และอย่างที่สามก็คือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือ Holy Grail จอกน้ำที่พระเยซูใช้ดื่มในอาหารมื้อสุดท้าย
 

ฮิตเลอร์นั้นมีความเชื่อในเรื่องของพลังเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว เขาเชื่อว่าผู้ที่ได้ครอบครองพลังเหล่านั้นจะเป็นคนที่ถูกมอบหมายให้บริหารโลกนี้แต่เพียงผู้เดียว ฮิตเลอร์เชื่อในเรื่องเผ่าพันธ์เขามองว่า เผ่าอารยันที่มีผมสีทอง ตาสีฟ้า จะเป็นคนที่เข้ามาจัดการกับโลกนี้ให้ไปในเส้นทางที่ถูกต้อง ฮิตเลอร์และฮิมเลอร์ได้เสนอทฤษฏีที่ว่า ชาวเยอรมันนั้นมีต้นกำเหนิดมาจากชาวแอตแลนติส ที่เอาตัวรอดมาจากยุคน้ำแข็งได้สำเร็จจนมาสร้างความเกรียงไกรได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นชาวอารยันจึงมีความสำคัญต่อโลกในทุกๆทาง ทั้งการวิทยาศาสตร์ ศาสนา การเอาตัวรอด และการสงคราม นั่นนำมาสู่ความเชื่อและการกระทำที่ต้องคัดกรองมนุษย์ให้เหลือแต่อารยันแท้ๆ เท่านั้นที่สำคัญ ส่วนยิว หรือเผ่าอื่นๆต้องตายหรือถูกกำจัดไป
      
แต่กระนั้นข้อมูลอะไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกันที่ทำให้ฮิตเลอร์เชื่อว่า จาคอปส์ สาวกของพระคริสต์นั้นเป็นชาวอารยัน และความเชื่อนั้นก็วิ่งมาสู่เรื่องที่ว่าพระเยซูก็เป็นชาวอารยันเช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่พระองค์น่าจะเป็นชาวยิวมากกว่า ฮิตเลอร์นั้นอ่านพระคัมภีร์ฉบับเก่าแบบละเอียด แถมยังศึกษาเรื่องราวปรัมปราของอัศวินโต๊ะกลมและกษัตริย์อาเธอร์เสียด้วย อาเธอร์นั้นทำหน้าที่พิทักษ์จอกศักดิ์สิทธิ์และเผ่าอารยัน ฮิตเลอร์นั้นอุปมาอุปมัยตัวเองว่าเป็นอาเธอร์กลับมาเกิดใหม่ รอบๆ ตัวเขานั้นมีแต่พวกอารยันที่ควรจะเป็นผู้ที่สืบทอดมรดกศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู แถมยังตีความใหม่และเชื่อว่าสิ่งที่เป็นมรดกศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่และมีอาณุภาพไพศาลจนสามารถทำลายกองทัพของฝ่ายตรงข้ามได้เลย
      
เขาตีความง่ายๆ กรณีของหีบศักดิ์สิทธิ์ว่า ถ้าได้ครอบครองมันและนำมันมาวางในแนวหน้าแล้วเปิดหีบออก มันก็จะส่งพลังออกไปทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กรณีของจอกศักดิ์สิทธิ์นั้น ฮิตเลอร์ก็เชื่อว่าถ้าได้มาแล้วใช้ใส่น้ำดื่มมันจะทำให้เขากลายเป็นอมตะและไม่มีวันตาย มันจะทำให้ทหารนาซีเป็นกองทัพอมตะขึ้นมา
      
ในสามสิ่งนี้ 2 เรื่องราวถูกฮอลลีวู้ดนำมาสร้างใน Raider Of The Lost Ark หรือ อินเดียน่า โจนส์ ภาค 1 ในปี 1981 และ The Last Crusade หรืออินเดียน่า โจนส์ ภาค 3 โดยที่นาซีไม่ประสบความสำเร็จในการครอบครอง แต่ประสบความสำเร็จในการค้นหา ซึ่งในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนั้น บอกเราว่า คนที่ไม่เหมาะแก่การครอบครองนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนชั่วและโหดร้าย ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือของพวกมันอย่างแน่นอน
 
      
เพราะฉะนั้นเมื่อทหารนาซีทำพิธีเปิดหีบแห่งพันธะสัญญา อาณุภาพในหีบก็พวยพุ่งออกมาเผาคนที่บังอาจมองมันอย่างน่าสยดสยอง เช่นเดียวกับการนำเอาจอกศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากวิหารของนักรบเพื่อพระเจ้าในภาค 3 ผลก็คือ ความศักดิ์สิทธิ์ไม่คงอยู่ วิหารก็ถล่มลงมาทัพพวกนาซีตายไปอีก
      
แต่ความเป็นจริงนั้นไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการถึงการค้นพบเรื่องที่ว่า ในหนังสือเล่มที่ว่าด้วยการตามหาจอกศักดิ์สิทธิที่น่าสนใจเล่มหนึ่งชื่อ The Desecrated Abbey ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อปี 2007 นั้น บอกว่า ไฮนริค ฮิมเลอร์ ส่งทหารนาซีเข้ามาที่สเปนที่วิหารมอนเซรัท (Monserrat Abbey)ใกล้ๆบาร์เซโลน่าในปี 1940 โดยเบาะแสที่สำคัญที่ฮิมเลอร์เชื่อมาจากโอเปร่าเรื่อง พาร์ซิฟาล (Parsifal) ที่ “ริชาร์ด วากเนอร์” เขียนไว้เมื่ออดีต แต่ฮิมเลอร์คว้าน้ำเหลวเพราะในโบสถ์นั้นไม่มีใครรู้จักหรือรู้ว่ามีจอกศักดิ์สิทธิจริงเขาออกมาจากสเปนด้วยมือเปล่า และเกิดทฤษฏีใหม่ว่ามันน่าจะอยู่ใน Montségur ประเทศฝรั่งเศสแทน
      
เรื่องนี้น่าจะทำให้เกิดแรงบันดาลในในการสร้างนวนิยายชื่อดังของโลกต่อเนื่องกันอีกออย่าง รหัสลับดาวินชี่ ที่ก็ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ แต่ปรากฏว่ากลายเป็นเรื่องโอละพ่อเมื่อ เกรล นั้นดันเป็นคนและหมายถึงสายเลือดที่แท้จริงของพระเยซูแทนซึ่งเป็นสาวชาวฝรั่งเศส
      
แต่ฮิมเลอร์ก็ไม่ยอมแพ้ เขาส่ง ออตโต้ ราห์น นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งศึกษาเรื่องราวของ จอกศักดิ์สิทธิ์ เดินทางไปตามหาทั่วยุโรปเลยไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาถึงเอธิโอเปียโน่น และใช้เวลานานหน่อยในอิหร่าน รวมถึงปราสาทคาธาร์ในพีเรนีสจนกระทั่งสงครามโลกจบลง ออตโต้ ราห์นก็ยังหาไม่เจอ
      
แต่ข้อถกเถียงในเรื่องนี้ก็ยังมีนะครับว่า แท้ที่จริงแล้วมรดกศักดิ์สิทธิ์ที่ฮิตเลอร์ตามหานั้น อาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อการสงครามของนาซีเลย เพราะว่า หนึ่งในของศักดิ์สิทธิ์ที่ฮิตเลอร์ต้องการนั้น เขาได้ครอบครองจริงๆ นั่นคือ หอกลองกินุส ที่ได้ดื่มเลือดของพระเยซูขณะที่ถูกตรึงกางเขน
      
ตำนานของหอกลองกินุสในเรื่องของพลังที่ทำให้ชนะศึกนั้นเริ่มจากพระเจ้าคอนสแตนติโปเปิลที่สามามารถวารากฐานให้คริสตร์ศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติโรมันในปี คศ 312 พระองค์กล่าวว่าด้วยอานุภาพแห่งหอกจึงทำเป็นผลสำเร็จ ชื่อของหอกมาดังอีกครั้งกับพระเจ้าชาร์ลผู้ก่อตั้งอาณาจักรโรมัน ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ในแถบเยอรมันและฝรั่งเศสในปี คศ 800 ท่านได้ชื่อว่าไร้พ่ายและคงกระพัน จนกระทั่งทำหอกหล่นระหว่างการศึกก็เลยโดนเชือด ความศักดิ์สิทธิ์ของหอกยิ่งเป็นตำนานทีเลื่องลือ
      
ในเวลาต่อมามีความพยายามจะเพิ่มพลังหอกโดยการหาตะปูศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตรึงพระเยซูมาเชื่อมกับหอก แต่ไปๆ มาๆ การเชื่อมหรือการฝังตะปูนั้นอาจจะพลาดหอกก็เลยหักกลาง พระเจ้าเฮนรี่ที 3 ที่สืบเชื้อสายมาก็เลยเอาเงินและทองมาหุ้มไว้ในปีคศ 1046 ก็ไม่รู้ว่าความศักดิ์สิทธิ์จะหายไปหรือเปล่า 400 ปีถัดมาหอกที่อยู่ในความครอบครองของผู้สืบเชื้อสายพระเจ้าชาร์ลก็ขายมันให้แก่เมืองเนิร์นแบร์กเพื่อเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ในปี คศ 1796 นโปเลียน โบนาปาร์ด ที่คิดจะครองยุโรปก็นำกองทัพบุกเนิร์กแบร์กเพื่อยึดครองหอกเล่มนี้ แต่ชาวเนิร์นแบร์กรู้ทันจึงเอามันไปซ่อนและส่งต่อไปยังเวียนนามหาอำนาจอีกแห่งหนึ่ง หลังจากฮิตเลอร์ครองอำนาจและยึดออสเตรียได้ในปี คศ 1938 ฮิตเลอร์ก็ควงฮิมเลอร์ไปเวียนนาเพื่อนำหอกกลับมา และหาทางดูดพลังจากมัน ฮิตเลอร์นั้นถึงขนาดนำมันนอนหนุนด้วยเพื่อหวังว่าหอกจะส่งพลังมาให้แก่เขาและอาณาจักรไรช์ที่ 3
      
หลังครอบครองหอกได้ 7 ปี เยอรมันก็พ่ายแพ้สงคราม ฮิตเลอร์ ฆ่าตัวตายพร้อม อีวา บราวน์ หอกโดนยึดโดยกองทัพที่ 7 ของสหรัฐและในเวลาต่อมามันก็ถูกส่งคืนกลับไปยังเวียนนา…สิ่งนี้เป็นข้อที่ฝั่งหนึ่งโต้แย้งว่า จริงๆ มันอาจจะไม่มีพลังอะไรเลยในเรื่องราวของมรดกศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู

ที่มา http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9550000081060

Comment

Comment:

Tweet

Hitler เป็นหนึ่งใน Anti Christ
แต่ก็เชื่อเรื่อง unknown อย่างแรง
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#1 By Siamese Kate on 2013-01-20 21:18

Mystery Guy View my profile