จอกศักดิ์สิทธิ์

posted on 20 Jan 2013 15:10 by gigadeen in mystery
 
ตามตำนานความเชื่อในศาสนาคริสต์ จอกศักดิ์สิทธิ์ (อังกฤษ: Holy Grail) เป็นจาน ชาม หรือถ้วย ซึ่งพระเยซูทรงใช้ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย เล่าว่ามีอำนาจวิเศษสถิตย์อยู่ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ โจเซฟ แห่ง อริมาเทีย และตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏในงานเขียนของโรเบิร์ต เดอ โบรอน เรื่อง Joseph d'Arimathie (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12) โดยโจเซฟได้รับจอกมาจากพระเยซูหลังฟื้นคืนพระชนม์ และได้เดินทางพร้อมผู้ติดตามไปยังเกาะบริเตนใหญ่ จากโครงเรื่องนี้ งานเขียนในยุคต่อมาจึงต่อเติมว่า โจเซฟใช้จอกรองรับพระโลหิตของพระเยซู และได้จัดเตรียมตระกูลผู้ภักดีเพื่อคอยพิทักษ์รักษาจอกเอาไว้ให้ปลอดภัย ภารกิจการค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์นับเป็นหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งในตำนานกษัตริย์อาเธอร์ โดยปรากฏครั้งแรกในงานเขียนของ เครเตียง เดอ ทรัวส์[1] ตำนานได้นำเอาเรื่องราวในความเชื่อของชาวคริสเตียนมาประสมประสานกับตำนานเคลติกว่าด้วยเรื่องอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์

นักประวัติศาสตร์ศึกษาวิวัฒนาการของตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์โดยสืบค้นย้อนหลังไป ในตอนแรกมันเป็นเพียงตำนานที่มาพร้อมกับวรรณกรรมโรแมนซ์ ในราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยเก็บเอาเกร็ดจากตำนานพื้นบ้านยุคก่อนคริสเตียนมาใช้ วรรณกรรมโรแมนซ์เกี่ยวกับจอกในช่วงแรกๆ เป็นเรื่องของเพอร์ซิวาล ต่อมาจึงค่อยๆ ถักทอเข้าไปในเนื้อหาของตำนานกษัตริย์อาเธอร์ นอกจากนี้ยังตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องเข้าไปเกี่ยวพันกับตำนานเหยือกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Chalice) ด้วย บางตำนานได้เล่าว่าเมื่อใครได้ครอบครองจอกศักดิ์สิทธุ์แล้วนั้นจะมีอำนาจมากและเมื่อใครได้ดื่มน้ำจากจอกศักดิ์สิทธุ์แล้วจะเป็นอมตะ แต่ว่าบางตำนานก็บอกว่าถ้าได้ดื่มน้ำจากจอกศักดิ์สิทธุ์แล้วเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บหรือเป็นอะไรทางร่างกาย เช่น โดนธนูยิงใส่เมื่อดื่มน้ำผ่านจอกนี้แล้วแล้วเอาน้ำนั้นมาราดลงบนแผลที่เป็นแล้วแผลนั้นจะหายเป็นปลิดทิ้ง

ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/จอกศักดิ์สิทธิ์

----------------------------------------------------------------------------------------


Holy Grail (จอกศักดิ์สิทธิ์)
 
 
โฮลี่เกรลปรากฏในตำนานหลายเรื่องของยุโรปยุคกลาง พูดถึงจอกศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูใช้ในพระกระยาหารมื้อสุดท้ายและรองรับพระโลหิตของพระองค์เมื่อถูกตรึงกางเขนแต่ใช่ว่าเนื้อหาของตำนานจะยึดเอาศาสนามาเป็นแก่นเรื่อง ตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มักจะมีเนื้อหากล่าวถึงบรรดาอัศวินที่ออกเดินทางไปผจญภัยต่างๆนานาเพื่อค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์เสียมากกว่า ที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ ตำนานพระเจ้าอาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม และอัศวินผู้ค้นพบโฮลี่เกรลนี้ก็คือ เซอร์กาเวน เซอร์กาลาฮัด และเซอร์เพอร์ซิวาล (หรือพาร์ซิฟาลตามโอเปร่าของวากเนอร์)โดยมากตำนานจะวางตัวเอกให้เป็นลูกหลานของฟิชเชอร์คิงซึ่งเป็นผู้ดูแลโฮลี่เกรล และเรียกสถานที่ซึ่งพบโฮลี่เกรลว่าปราสาทแห่งจอกศักดิ์สิทธิ์

ตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์แต่ละเรื่องมักจะมีการผูกเรื่องเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำนานพระเจ้าอาเธอร์ เช่นในส่วน"การสวรรคตของพระเจ้าอาเธอร์"ซึ่งเรียบเรียงโดยโทมัส มาโลลี่มีการรวมเอาเรื่องของเซอร์ลานสล็อธและโฮลี่เกรลเข้าด้วยกัน โดยกล่าวว่ากาลาฮัดซึ่งเป็นบุตรของลานสล็อธและเอเลน บุตรสาวของฟิชเชอร์คิงได้เดินทางไปค้นหาโฮลี่เกรลพร้อมกับอัศวินโต๊ะกลมคนอื่นๆ หากมีเพียงกาลาฮัดกับอัศวินอีก 2 คนที่ค้นพบโฮลี่เกรลได้ในขณะที่อัศวินคนอื่นล้มเหลวหรือถอนตัวไป ลานสล็อธสามารถไปถึงปราสาทแห่งจอกศักดิ์ได้ก็จริง แต่เนื่องด้วยความผิดที่เขาเป็นชู้กับพระนางกวีเนเวีย ทันทีที่เขาเห็นโฮลี่เกรล เขาก็ล้มลงเสียชีวิตไป ฝ่ายกาลาฮัดก็ได้นำโฮลี่เกรลไปจนถึงแดนศักดิ์สิทธิ์และไปถึงสวรรค์

 
ในอีกตำนานหนึ่งได้กล่าวถึงวิหารเยรูซาเล็มซึ่งเก็บสมบัติที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ไว้ก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มถูกโรมันยึดครองในปีค.ศ.70

กล่าวกันว่าปี 73 โยเซฟได้นำโฮลี่เกรลไปยังบริตาเนีย (จะอย่างไรก็ดี มีคำค้านเกี่ยวกับตำนานนี้เป็นจำนวนมาก) และนักบวชที่หนีรอดไปได้ก็กลายมาเป็นตระกูลใหญ่ในยุโรป จนกระทั่งศตวรรษที่ 11 ตระกูลเหล่านี้เรียกตัวเองว่า"เร็กซ์เดอุส" พวกเขาได้ทำการปกป้องรักษาสมบัติศักดิ์สิทธิ์ต่างๆอยู่เบื้องหลัง และถ่ายทอดความลับเหล่านี้เฉพาะแก่ผู้สืบทอดของตนเท่านั้น

การบุกเยรูซาเล็มในปี 1071 ถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของ"วิวรณ์ของยอห์น" เร็กซ์เดอุสซึ่งถือว่าการปลดปล่อยกรุงเยรูซาเล็มเป็นหน้าที่ของตนจึงใช้อิทธิพลของพวกตนให้เกิดการก่อตั้งกองทัพครูเสดขึ้นมา

ปี 1099 กรุงเยรูซาเล็มถูกชิงกลับคืนมาได้ หากการฆ่าสังหารในการปะทะกันครั้งสุดท้ายนั้นก็โหดเหี้ยมจนเป็นที่กล่าวขวัญมาจนทุกวันนี้ ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็คือเทมเปิ้ลไนท์ที่เร็กซ์เดอุสเป็นผู้ก่อตั้งนั่นเอง

นับแต่ปี 1118 เป็นต้นไป มีการค้นวิหารเยรูซาเล็ม ซึ่งหนึ่งในสมบัติที่ถูกพบนี้กล่าวกันว่ามีโฮลี่เกรลรวมอยู่ด้วย จึงนับได้ว่าเทมเปิ้ลไนท์ก็เป็นผู้ค้นพบโฮลี่เกรลเช่นกัน

เช่นเดียวกับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นอื่นๆที่ถูกเชื่อว่าสามารถสร้างปาฏิหารย์ได้ ตำนานกล่าวว่าโฮลี่เกรลจะสร้างเสียงดนตรีอันไพเราะและอาหารอันมีรสชาติล้ำเลิศออกมา ทั้งนี้เนื่องจากตำนานพระเจ้าอาเธอร์ได้รับอิทธิพลจาก Celtic mythology มาเป็นอย่างมาก โฮลี่เกรลในที่นี้จึงถูกโยงไปถึงสัญลักษณ์ทางเวทย์มนต์ของเซลติกด้วย (ถ้วย เหรียญ ดาบและคฑา)

ตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยุโรปและถูกนำมาเป็นโครงเรื่องของความบันเทิงหลายประการ เป็นต้นว่า"พาร์ซิฟาล"ของริชาร์ด วากเนอร์ "The Waste Land"ของโทมัส S. เอลิออท ในยุคปัจจุบันนี้ก็มีการนำมาทำภาพยนตร์หลายเรื่อง แม้แต่ในประวัติศาสตร์ ยังมีการกล่าวว่าฮิทเลอร์และบุคคลในประวัติศาสตร์อื่นๆ เคยทำการตามหาโฮลี่เกรลอยู่เช่นกัน



ในปี 1982 หนังสือ Holy Blood, Holy Grail ของเฮนรี่ ลินคอร์นได้เชื่อมสายเลือดของพระเยซูเข้ากับโฮลี่เกรลเป็นครั้งแรก ซึ่งแดน บราวน์ได้นำไอเดียนี้ไปเขียนเป็น"ดาวินซีโค้ด"ในภายหลัง

ที่มา http://ohx3.exteen.com/20070126/holy-grail
 
-----------------------------------------------------------------------
 
คำว่า Grail ในภาษาฝรั่งเศส เขียนว่า Sangraal หรือ Sangreal เป็นรหัสนัย
 
จากการค้นคว้า นักค้นคว้า 3 คนชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์, ริชาร์ต ลีห์, และ เอนรี ลินคอล์น พวกเขาเชื่อว่า จอกศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จอกเหล้า แต่เป็นสัญลัษณ์แทน สายโลหิตศํกดิ์สิทธิ์ คือ ครรภ์มารดา จากคำว่า Grail ในภาษาฝรั่งเศส เขียนว่า Sangraal หรือ Sangreal เป็นรหัสนัย เขียนติดกันจะไม่ให้ความหมาย แต่แยกเป็น 2 คน คือ San graal หมายถึง จอกศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเปลี่ยนวรรค Sang raal จะหมายความว่า Royal Blood หรือสายเลือกกษัตริย์

อ้างอิง,ที่มาจาก http://thenaturalofrevenge.blogspot.com/2011/08/priory-of-sion.html

Comment

Comment:

Tweet

Mystery Guy View my profile