คุณเชื่อในปาฏิหาริย์หรือไม่ หากคุณไม่เชื่อคุณสามารถหาคำตอบกับ 10 เหตุการณ์ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือเปล่า มันเป็นเหตุการณ์ลึกลับที่หลายคนเชื่อว่ามันเป็นฝีมือของพระเจ้า......

 
อันดับ 10 Marian Apparition in Zeitoun



http://en.wikipedia.org/wiki/Our_Lady_of_Zeitoun

แม่พระประจักษ์เป็นปรากฏการณ์ที่ หลายคนอ้างไว้ได้เห็นพระแม่มารีย์ในรูปแบบอิทธิปราฏหารณ์ต่างๆ หนึ่งในเหตุการณ์นี้คือ“ผีมารีย์ในเซอิตัน” หรือ Our Lady of Zeitoun   เป็นเหตุการณ์ ลึกลับ ณ บริเวณกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ที่จู่ๆ ก็ปรากฏร่างหนึ่งที่รูปร่างเหมือนผู้หญิงร่างหนึ่ง ส่องสว่างเจิดจ้าเหนือหลังคาโบสถ์ของชาวอียิปต์ (เกิดในระยะ 2- 3 นาที) ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความแปลกประหลาดต่อผู้พบเห็นอย่างมาก เหตุเกิดขึ้นครั้งในปี 1968-1970 และ ในช่วงเช้าตรู่ ที่เหนือโบสถ์คาทอลิกชื่อ คอปติก ในเซอิตัน เมืองเซนต์ แมร์รี่ ตอนแรกหลายคนคิดว่าเป็นผู้หญิงกำลังจะโดดฆ่าตัวตาย แต่ปรากฏว่าไม่ใช้แต่เป็นแสงสีขาวรูปร่างคล้ายคน และนับแต่นั้นเป็นต้นมาตลอดระยะ 3 ปีที่ผ่านมา มีหลายคนพบเห็นแสงประหลาดที่มีลักษณะคล้ายพระแม่มารีย์ และเมื่อเหตุการณ์นี้โด่งดังก็เริ่ม มีประชาชนหลายคนเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อชมปรากฏการณ์ดังกล่าวจำนาน มากจนตำรวจในกรุงไคโรต้องมาควบคุมสถานการณ์ โดยบรรดาผู้พบเห็นยืนยันว่าพวกเขาได้กลิ่นกำยานลอยสัมผัสจมูก และผีถูกถ่ายลงในฟิล์ม(อย่างที่เห็นในรูปด้านบน) นักวิทยาศาสตร์พยายามแก้ปริศนาดังกล่าวได้ตอบว่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือการทำงานของประจุไฟฟ้าของหลังคาโบสถ์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครยืนยันแน่ชัดว่า ปรากฏการณ์นี้แท้จริงแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร

คลิปสารคดี http://www.youtube.com/watch?v=6W9T-XQpb6Q

 

อันดับ 9 Incorruptibility



ศพไม่เน่า หมายถึง เป็นคำเรียกในสถานการณ์ที่คนตายแล้วร่างไม่สลาย เน่าเปื่อยหลังจากที่ตายไปแล้ว ซึ่งนอกจากไม่เน่าเปื่อย ยังมีสิ่งน่าสนใจ เช่น นอกจากไม่เน่าแล้วสีหน้าตอนตายก็คล้ายกับว่ากำลังนอนหลับอยู่ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมหวานไม่เหม็น บางรายยังมีปรากฏการณ์เส้นผมและเล็บงอกด้วย ในศาสนาคริสต์คาทอลิกดั้งเดิมจะมีการพิจารณาบุคคลที่ตายแล้วร่างไม่เน่า เปื่อยจะถูกแต่งตั้งเป็นนักบุญ และจะต้องถูกเก็บรักษาศพด้วยเทคนิคการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีศพที่ถูกประกาศเป็นนักบุญ(เซ็นต์)ที่ไม่เน่ามาก มาย ส่วนด้านบนเป็นศพของนักบุญแบร์นาแด็ด(St. Bernadette) ที่ประวัติของเธอเคยเห็นพระแม่มารีย์  เมืองลูดส์ (Lourdes) ประเทศฝรั่งเศส และบวชเป็นชีและตายในวัยเพียง 35 ปี ในวันที่ 16 เมษายน 1879 แต่ร่างยัง คงความเป็นอมตะไม่เน่าเปื่อยยาวนานถึง 127 ปีก่อน และยังคงอยู่ในสภาพเดิมเมื่อครั้งที่ยังชีวิตอยู่ไม่ผิดเพี้ยน ปัจจุบันร่างของนักบุญแบร์นาแดตต์ ยังอยู่ที่คอนแวนต์ของคณะซิสเตอร์แห่งเนอแวรส์ไม่เน่าเปื่อยมาจนทุกวันนี้



อันดับ 8Therese Neumann



แผลศักดิ์สิทธิ์ (Stigmata) คือเครื่องหมาย, แผล หรือความรู้สึกในบริเวณที่ตรงกับรอยแผลของพระเยซูเมื่อทรงถูกตรึงกางเขน คำว่า “แผลศักดิ์สิทธิ์” มา จากบรรทัดหนึ่งของข้อเขียนของนักบุญพอลแห่งทาซัสในจดหมายนักบุญพอลถึงชาวกา เลเทียที่กล่าวว่า “บนร่างข้ามี “แผล” ของพระเยซู” “Stigmata” เป็นพหูพจน์ของคำภาษากรีก “ซึ่งแปลว่า เครื่องหมาย หรือ ตรา ซึ่งอาจจะใช้เป็นเครื่องหมายประทับความเป็นเจ้าของของสัตว์หรือทาส ผู้ที่มี “แผลศักดิ์สิทธิ์” เรียก ว่า “ผู้มีแผลศักดิ์สิทธิ์” (stigmatic)  สาเหตุของการเกิด “แผลศักดิ์สิทธิ์” ก็ต่างๆ กันแล้วแต่บุคคล “แผลศักดิ์สิทธิ์” ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับโรมันคาทอลิก ผู้ที่ได้รับมักจะเป็นนักบวชในนิกายโรมันคาทอลิก ผู้ที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นสตรี

บุคคล ที่โด่งดังที่มีประสบการณ์ประหลาดนี้มีหลายคน แต่ที่โด่งดังที่สุดคือกรณีของ เทอรีส น็อยมันน์ (9เมษายน 1898 – 18 กันยายน 1962) เป็นแม่ชีคาทอลิก ภาคใต้ของเยอรมันเยอรมัน ผู้เกิดเหตุการณ์ลึกลับและมีมลทิน(หมายถึงได้รับบาดแผลศักดิ์สิทธิ์ใน ตำแหน่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ตอนตรึงกางเขน) ปรากฏการณ์แผนศักดิ์สิทธิ์ของเธอเกิดขึ้นเมื่อ 10 มีนาคม 1918 จู่ๆ นางเทอริสเป็นอัมพาตครึ่งตัวในขณะอยู่ที่กำลังอยู่โรงนาของลุงของเธอ จากนั้นตาของเธอก็บอดมีเลือดจำนวนมากไหลนองออกจากตา เธอนอนล้มหมอนนอนเสื่อ นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ปรากฏแผลศักดิ์สิทธิ์ตามร่างตัวของเธอโดยไม่ทราบ สาเหตุ รวมไปถึงรอยตกปะตูที่ฝ่ามือด้วย เธอเล่าว่าได้เห็นประจักษ์พระเยซูและอ้างถึงการคืนชีพพระเยซูทุกคืนวันศุกร์ และบาดแผลศักดิ์สิทธิ์จะเกิดขึ้นทุกวันศุกร์ โดยวันที่ 5 พฤศจิกายน 1926 ปรากฏบาดแผลถึง 9 แผลที่หัว และด้านหลังและไหล่(ส่วนใหญ่จะเห็นในภาพด้านบน) และแผลเหล่านี้ไม่สามารถทำให้หายได้ อีกทั้งเธอไม่บริโภคอาหารใดๆ นอกจากขนมปังและไวน์องุ่นจากพิธีศิลมหาสนิท จนกระทั้งแผลเหล่านี้เกิดอาการติดเชื้อและเธอก็เสียชีวิตในปี 1926 ในเดือนกรกฎาคม 1927 แพทย์และนางพยาบาลทำการชันสูตรพบว่าน้ำหนักหรือมีอาการขาดน้ำแต่อย่างใดเลย ทั้งๆ ที่เธอกินแต่ขนมปังและไวน์องุ่นตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา

 

อันดับ 7 Statue in Akit



แม่พระอะคิต้า (Our Lady of Akita) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1973-1975 เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 มิถุนายน 1973 เมื่อซิสเตอร์อักแนส แคตซูโก้ ซาซากาว้า (Sister Agnes Katsuko Sasagawa) ในเมืองอะคิต้า (Akita) ได้อ้างว่าได้เห็นรูปแกะสลักพระแม่มารีย์ที่ทำจาก ต้นไม้คัตสึและสูงประมาณ 3 ฟุตในโบสถ์ที่เธออาศัยอยู่ ได้เกิดมีฉายแสงสว่างจ้า มีรอยแผลรูปกากบาทปรากฏที่มือซ้าย เธอมียินเสียงพูดจากรูปสลักไม้ ในวันเดียวกันไม่กี่ชั่วโมงน้องสาวของเธอได้เห็นหยดเลือดไหลจากมือขวาของรูป ปั้น นอกจากนี้ยังมีเหงื่อไหลตรงเฉพาะหน้าผากและ ลำคอส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งห้อง และแผลในมือของรูปปั้นยังหายไปเมื่อถึงวันที่ 29 กันยายน และสองปีต่อมา ในเดือนมกราคม 1975 รูปปั้นเริ่มร้องไห้(101 ครั้ง) เหตุการณ์เหล่านี้มีประชาชนจำนวนแสนๆ คนได้เป็นพยานเห็นเหตุการณ์

จาก การวิเคราะห์ด้วยวิทยาศาสตร์ตัวอย่างเลือดล้ำตายืนยันโดยนศาสดาจารย์ซากิซาก้า (Professor Sagisaka) ของคณะแพทย์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอะคิต้าว่าโลหิต น้ำตา และเหงื่อเป็นของมนุษย์จริงๆมาจากกลุ่มเลือด 3 ชนิด โอ (O) บี (B) และ เอบี (AB) และที่น่าเหลือเชื่อคือน้ำที่ไหลจากรูปปั้นสามารถรักษาโรคได้

ใน เดือนมิถุนายน 1988 นครวาติกัน พระคาร์ดินัลยอเซฟ แรทซิงเยอร์ (Joseph Cardinal Ratzinger) ประธานสมณกระทรวงประกาศว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในเมืองอะคิต้า เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างถูกต้อง(ปรากฏการณ์แม่พระ ประจักษ์จะต้องมีการยอมรับอย่างเป็นทางการจากนครวาติกัน หากไม่ยอมรับถือว่าเป็นเรื่องหลอกลวงไป)

สารคดี http://www.youtube.com/watch?v=prs_fgCBfRU

 

อันดับ 6 Lourdes



เป็นเหตุการณ์ของนักบุญแบร์นาแด็ด(St. Bernadette) จากอันดับ 9 นั้นแหละครับ เพราะประวัติของนักบุญคนนี้ก็น่าพิศวงไม่แพ้กัน

แบร์นาแด็ดเป็นหญิงสาวเกิดเมื่อวันที่  เมื่อ วันที่ 7 มกราคม 1844 เมืองลูดส์ (Lourdes) ทางตอนใต้ของ ประเทศฝรั่งเศสใกล้กับชายแดนสเปน ในครอบครัวที่ยากจน อีกทั้งตัวเธอก็มีโรคภัยไข้เจ็บมารุมเร้า เรื่องราวของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1858 เมื่อเธอออกไปหาฟืนกับ น้องสาวและเพื่อนคนหนึ่ง จู่ๆ เธอก็พบหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏกายให้เธอเห็นเหนือช่อกำยานสำหรับถวายในถ้ำคูหา มัสซาเบียล(Massabielle) หญิงนางนั้นแต่งกายด้วยชุดสีฟ้าและขาว เธอยิ้มให้กับ แบร์นาแด็ด ก่อนจะทำสัญลักษณ์มหากางเขนกับสายประคำสีงาและสีทอง เมื่อแบร์นาแด็ด คุกเข่าลงและสวดภาวนาหญิงนางนั้นก็ได้หายไป

แบร์ นาแด็ดบอกว่าผู้หญิงนางนั้นคือพระนางมารีย์นั่นเอง จากนั้นเป็นต้นมาพระนางมารีย์ก็ได้ประจักษ์แก่แบร์นาแด็ดถึง 17 ครั้งและได้พูดคุยกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวดภาวนาให้กับคนบาป การปลงอาบัติ และการสร้างวัดในนามของเธอ แต่พวกชาวบ้านไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดและด่าว่าเธอเป็นเด็กหลอกลวง จนกระทั่งวันหนึ่งพระนางมารีอาได้บอกให้เธอไปขุดที่โคลนแห่งหนึ่ง และเมื่อเธอทำตามก็ได้พบน้ำพุธรรมชาติ และมันค่อยๆใหญ่ขึ้นในวันต่อๆมา เมื่อมีคนนำน้ำจากแหล่งนั้นไปใช้ก็พบว่าหลายๆครั้งที่มันก่อ อัศจรรย์ต่อผู้คนมากมายในการรักษาโรคร้ายให้หายขาด ทำให้ประชาชนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เธอพูด

 ต่อมาแบร์นาแด็ดก็ได้รับการบวชเป็นซิ สเตอร์ ก่อนที่ได้จะถูก แต่งตั้งเป็นนักบุญหลังจากเกิดเหตุการณ์ร่างไม่เน่าเปื่อยในที่สุด ปัจจุบันมีผู้แสวงบุญจากทั่วทุกมุมโลกมาที่เมืองลูดส์แน่นทุกวัน ส่วนน้ำพุศักดิ์สิทธินั้นปัจจุบันได้สร้างวิหาร The Basilica of Lourdes ครอบ ไว้ และคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือบรรดาร้านค้าขายของต่างๆ ได้อานิสงส์หาขวดเปล่ามาขายให้กับผู้ศรัทธาเพื่อเอาไปใส่น้ำมนต์ ศักดิ์สิทธิ์(และถูกประกาศจากวาติกันยอมรับว่าพระแม่ประจักษ์ครั้งนี้เป็น เรื่องจริง)

คุณสามารถอ่านแบบละเอียดยิบได้ในhttp://www.reocities.com/prakobkit/mary/lourdes.html

 

อันดับ 5 Joseph of Cupertino



นักบุญโยเซฟ กูเปอร์ติโน (St.Joseph Cupertino) เป็นนักบ